Photo Gallaly

Photo Albumน้าจ๊อบSep 14, '07 12:58 AM
for everyone
: จ๊อบ บรรจบ ชายผู้เป็นเรือหางยาวของดนตรีเร็กเก้
เรื่อง : วรชัย รัตนดวงตา
ภาพ : อนุชิต นิ่มตลุง

ในขณะที่คลื่นวิทยุบ้านเรากำลังชุ่มโชกไปด้วยบทเพลงความรักของหนุ่มสาวหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเธอรักฉัน ฉันรักเธอ เรารักกัน อีกวันเธอและฉันมีชู้ ปรากฏว่าก่อนที่คนฟังจะสำรอกออกมาเป็นดอกกุหลาบนั้นก็มีบทเพลงหนึ่งลอยล่องขึ้น มันถูกนำเสนอในฐานะเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องพลอย ของเป็นเอก รัตนเรือง เพลงนี้มีชื่อว่า แด่คนช่างฝัน

อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอนะคน เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี
อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ...นะคนดี
มองดาวบนฟ้าเราก็เป็นได้แค่ฝัน ทุกวันไม่มีที่สิ้นสุด
แต่ใจเอ๋ยใจของมนุษย์ สุดจะลึกที่จะพรรณนา
จึงอยากกู่ร้องเป็นท่วงทำนองของชีวิต ถึงอดีตบางครั้งยังปวดร้าว
แม้นบทเพลงที่เคยร้องร่ำทุกค่ำเช้า นี่ชีวิตเราหรือใครเขาเป็นเจ้าของ
เพื่อเธอคนดีแด่คนช่างฝัน อย่าให้มันต้องกลายเป็นฝันร้าย
มองฟ้าคืนนี้ยังมีดวงดาวดูพราวพราย แค่อยากรู้ใครเป็นเจ้าของเธอ...

ด้วยสไตล์การร้องอีกทั้งภาษาในเนื้อเพลงและแนวดนตรีอาจชวนให้ใครบางคนเผลอคิดไปว่ากำลังได้ยินคนเมาเล่าบทกวีเคียงด้วยดนตรีเร็กเก้ แต่ก็นั่นแหละ! ความแตกต่างที่งอกงามขึ้นในป่าดงเพลงป็อบและฮิปฮอปนี้ก็ทำให้ชื่อชายคนหนึ่งถูกตั้งคำถามในแวดวงกระทู้ออนไลน์
ใครคือจ๊อบ บรรจบ และอะไรคือเร็กเก้?
แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ และไม่มีใครใส่ใจในคำตอบ แต่นี่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปพูดคุยกับนักดนตรีคนหนึ่งที่มีเวทีแสดงสดอยู่บนเกาะทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย นักดนตรีที่ล่องเรือในทะเลอันเวิ้งว้างแต่กลับไม่รู้สึกหลงทางเหมือนเมื่อเดินอยู่กลางสี่แยกในกรุงเทพฯ นักดนตรีที่ทิ้งชีวิตแสนสะดวกสบายในอังกฤษเพื่อกลับมาทำงานที่ดูลำบากและยากจนบนแผ่นดินเกิด และน่าจะเป็นหนึ่งในนักดนตรีไทยเพียงไม่กี่คนที่ทำให้ฝรั่งมังค่าลุกขึ้นมาเต้นได้ด้วยบทเพลงซึ่งร้องในภาษาพ่อภาษาแม่ของเราเอง
เท่าที่ว่ามาอาจบอกความเป็นจ๊อบ บรรจบแบบขี้ไคลผสมไอทะเลได้บางส่วน แต่ดีกว่าไหมถ้าจะเก็บข้าวของใส่กระเป๋าแล้วนั่งรถลงใต้ไปด้วยกัน เพราะอย่างน้อยๆ ถ้าไม่สนใจตัวเขาหรือดนตรีแนวเร็กเก้ก็น่าจะได้ของโอท็อปไปฝากคนที่บ้านสักถุง

ทะเลดนตรี
หลังจากครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนรถบขส. กว่า 12 ชั่วโมง ผมกับเพื่อนช่างภาพก็มาลอยเท้งเต้งอยู่ในทะเลอันดามัน เรือหัวโทงติดเครื่องหางยาวกำลังพาเราฝ่าคลื่นลูกแล้วลูกเล่าจากอ่าวนางสู่ไร่เลย์ ทะเลวันนี้คลื่นลมไม่แรงนักแต่ก็อย่างว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้บนผืนน้ำของโลกใบนี้
คงเหมือนๆ กับดนตรีที่วันหนึ่งการตีเกราะเคาะไม้ร้องสวดบูชาฟ้าไฟป่าเขาดวงดาวก็กลายมาเป็นความบันเทิงของมนุษย์ ข้ามผ่านเวลาหลักร้อยปีผนวกกับสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัยก็กลายมาเป็นสกุลหลักต่างๆ ไม่ว่าจะคลาสสิก แจ๊ส โฟล์ค ร็อก ป็อป ฮิปฮอป หรือแม้กระทั่งเร็กเก้ และในที่สุดดนตรีเหล่านี้ก็กลายเป็นเครื่องมือเยียวยาหัวใจ หรือเป็นได้แม้กระทั่งปืนดอกไม้ของนักปฏิวัติหลายต่อหลายคน
ว่ากันเฉพาะเร็กเกนั้นคงต้องย้อนไปในปี 1960 เมื่อดินแดนจาไมกาถูกปกคลุมไปด้วยเสียงเพลงร็อคแอนด์โรลของอเมริกา และเมื่อมันเป็นที่นิยมของชาวจาไมกัน พวกเขาจึงแต่งเพลงขึ้นเองโดยหยิบเอาร็อคแอนด์โรลผสมเข้ากับสไตล์พื้นเมืองที่เรียกว่าเมนโต ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ก็คือสกา แต่ด้วยจังหวะที่เร็วเกินไปมันจึงเหมาะเป็นเพลงเต้นรำของชาวผิวดำเท่านั้น ช่วงปลายทศวรรษ 1960 จังหวะสกาเริ่มช้าลงกว่าเดิมจนชื่อของมันเปลี่ยนมาเป็นร็อกสเตดี และเริ่มช้าลงอีกจนกลายมาเป็นเร็กเก้ในที่สุด
จังหวะของเร็กเก้นั้นมีเครื่องดนตรีที่เป็นพระเอกคือ กีตาร์เบสและกลอง ส่วนกีตาร์และคีย์บอร์ดเน้นบทบาทอยู่ที่การให้จังหวะเครื่องเป่า แต่โดยรวมแล้วกลองถือว่ามีความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะกลองสไตล์อัฟริกันซึ่งเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของชาวชาวจาไมกา
แม้จะรับเอาเพลงร็อกแบบอเมริกันเข้ามาผสมผสานแต่จังหวะเคาะของเร็กเก้นั้นอยู่ที่หนึ่งและสาม ในขณะที่ร็อกจะอยู่ที่จังหวะสองและสี่ ซึ่งจังหวะแบบนี้เรียกกันว่าจังหวะสะกดจิต อันเป็นจังหวะเดียวกับการตีกลองแบบอัฟริกัน หลังจากนั้นเร็กเก้ถูกพัฒนาต่อเนื่องอีกโดยมีโครงเป็นเสียงเบส เนื้อร้องกลายเป็นแบบเพลงพูดซึ่งบางครั้งก็ใช้วิธีด้นสด และมันก็ได้ให้กำเนิดคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่ารูดบอย (Rude Boy) คนกลุ่มนี้เป็นผลิตผลแห่งความยากจนและการกดขี่จากเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ พวกเขาต่อต้านรัฐบาลและกฎหมายอย่างสุดโต่งด้วยความรุนแรง แต่ในด้านหนึ่งก็เลือนลอยไร้ทิศทางและอุดมการณ์ ช่วงเวลานั้นหลายวงดนตรีของจาไมกาแต่งเพลงต่อต้านคนพวกนี้ แต่กลับกันบ็อบ มาร์เลย์และเพื่อนมองเห็นในอีกแง่หนึ่งซึ่งตรงเข้าไปในจิตใจอันเคว้งคว้าง สับสน โกรธแค้น ไร้ความหวัง และเมื่อเขาแต่งเพลงขึ้นมันจึงกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในทันที ซึ่งนับแต่นั้นเรื่อยมาก็ทำให้ชื่อบ็อบ มาร์เลย์และดนตรีเร็กเก้ถูกผูกติดกับคำว่าขบถต่อความอยุติธรรมในสังคมไปโดยปริยาย
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าที่วัฒนธรรมดนตรีเร็กเก้จะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากจาไมกามาถึงเมืองไทย และอีกนานเท่าไหร่กว่าที่มันจะหยั่งรากแตกใบอ่อน แต่เท่าที่เห็นทุกวันนี้เสี้ยวเล็กๆ ของมันกลายมาเป็นแฟชั่นผมเดรดร็อก เสื้อผ้าสีเขียวเหลืองแดง รูปใบกัญชา และข้อความว่าโนวอร์(No War) และถ้าจะเอ่ยถึงวงดนตรีแนวทางนี้เท่าที่พอนึกได้ในแวบแรกก็คงจะเป็นทีโบน แต่เอาเข้าจริงดอกผลของมันอาจเบ่งบานอยู่ในวัฒนธรรมดนตรีบ้านเรามานานแล้วก็ได้ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยเงาดนตรีแบบนายทุนอยู่เท่านั้น
ตอนนี้เรือมาจอดที่หาดตะวันตกของไร่เลย์แล้ว เรากำลังเดินไปที่เก็กโค บาร์ (Gecko Bar)ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง จ๊อบจะมีคอนเสิร์ตที่นั่นคืนนี้


ชีวิตก็มีจังหวะของมัน
ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับฉันได้
เสียงเบสตึบๆ กำลังเข้าจังหวะโยกของคนในเก็กโค บาร์ น่าแปลกที่จังหวะแบบนี้ไม่ต้องลุกขึ้นมาสะบัดแขนสะบัดขาดิ้นพราดๆ ก็มันได้ บางคนว่ามันเข้ากับจังหวะเต้นของหัวใจ คนฟังเลยรู้สึกสนุกไปด้วยง่ายๆ และถ้าตาไม่ฝาด ผมเห็นฝรั่งเกินสิบคนกำลังร้องตามท่อนฮุกเพลงดูเธอทำในอัลบั้มโนวอร์ของจ๊อบ บรรจบ อย่างคล่องปาก
ดู ดู๊ ดู ดูเธอทำ ทำไมถึงทำกับฉันได้...
ตั้งแต่มาถึงเก็กโค บาร์ในช่วงบ่าย สารภาพตามตรงผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าคอนเสิร์ตของจ๊อบคืนนี้จะออกมาท่าไหน เพราะตามสายตาที่คุ้นเคยกับคอนเสิร์ตแบบเห็นๆ กันอยู่ในเมืองก็คือยกเวทีขึ้น ใส่โครงเหล็กติดไฟสีๆ เมื่อถึงเวลานักร้องนักดนตรีก็ขึ้นไปวาดลวดลาย แต่กับที่นี่นอกจากสถานที่ที่ให้บรรยากาศเฉียดๆ โรงเตี๊ยมริมทะเลแล้ว การตกแต่งร้านที่เพิ่มเติมเข้ามาด้วยริ้วกระดาษสีๆ ป้ายชื่อร้านแบบจุดไฟได้ ดอกไม้ และโต๊ะบาร์บีคิวก็ชวนให้คิดถึงงานเลี้ยงรุ่นซะมากกว่า ไม่มีบอร์ดี้การ์ด ไม่ตำรวจ ไม่มีรั้วเหล็ก ไม่มีแขกรับเชิญบนเวที ทุกอย่างเป็นไปแบบเรียบง่ายและกันเอง จนคนที่เพิ่งเข้ามาสัมผัสครั้งแรกอย่างเราอยากจะลุกขึ้นไปโยกสักสองสามเหงื่อ
คืนนี้ท่าทางจ๊อบ บรรจบและจ๊อบ ทู ดู(Job to Do)วงของเขาน่าจะเล่นจนอินอยู่ไม่น้อยเพราะพอพักหายเหนื่อยก็ขึ้นไปใส่กันอีกรอบ ไม่น่าเชื่อว่าคนวัยเฉียดห้าสิบปีจะมีพลังงานล้นเหลือได้ขนาดที่ถ้าเทียบกับนักดนตรีหนุ่มๆ บางคนคงอายม้วนจนหัวขวิด
สายวันรุ่งขึ้นเสียงน้ำทะเลกลับมาดังชัดเจนเหมือนเช่นเคย จ๊อบเดินเรื่อยๆ ลงมาจากห้องพักพร้อมกับหญิงสาวของเขา ตามกำหนดการเดิมช่วงบ่ายนี้วงจ๊อบ ทู ดู ต้องเดินทางไปที่พีพีเพื่อรอเล่นคอนเสิร์ต แต่ด้วยธุระปะปังบางประการก็ทำให้พวกเขาอยู่ต่ออีกคืนโดยย้ายถิ่นพักมายังบาร์บนเนินกลางหุบเขาซึ่งห่างไกลจากความวุ่นวายริมหาดพอสมควร
สกังค์ บาร์(Skunk Bar) ที่พวกเขามาอ้างแรมกันในคืนนี้ ตามภาษาเพื่อนแซวเพื่อนจ๊อบเรียกมันว่าเล้าไก่ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันคือบาร์เร็กเก้ที่สร้างขึ้นด้วยรูปแบบง่ายๆ หลังคามุ่งจาก ไม้ส่วนใหญ่ที่ใช้ในนี้คือไม้ท้องถิ่นที่ถูกเจ้าของที่โค่นทิ้งเพื่อสร้างรีสอร์ทหรือไม่ก็ไม้ลอยเลแถวชายหาด แรงงานบางส่วนที่ตอกตะปูตัดไม้ก็มาจากจ๊อบนั่นเอง ในความรู้สึกเขาจึงคิดว่าที่นี่คือเรือนพักและศูนย์รวบรวมข้อมูลระหว่างเดินทางในแถบอันดามัน ว่างๆ ก็มานั่งแต่งเพลง หรือไม่ก็พาสมัครพรรคพวกขึ้นเขาไปปลูกกล้วยให้ลิงกิน
“ที่นี่มันเงียบ อิสระ ไม่มีใครรบกวน อีกอย่างหลังจากเกิดสึนามิขึ้น เราก็ใช้ที่นี่เป็นแห่งรวบรวมข้อมูลต่างๆ มันเหมือนกับว่าพอมาทำงานดนตรีบวกกับงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย เวลาไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆ คนก็มักจะเข้ามาคุยเรื่องพวกนี้ตลอด อย่างตอนนี้ที่ภูเก็ตท่าเรือยอร์ชมันสูบป่าชายเลนไปหมดแล้ว เราก็พาเด็กๆ แถวนั้นไปปลูกป่าชายเลนกันใหม่ บนภูเขาแม่งก็ระเบิดให้เป็นที่ราบแล้วปั่นราคาขายฝรั่ง คุณคิดว่าชาวบ้านทำเหรอ พวกนักการเมืองทั้งนั้น ดูสิสึนามิมาเตือนแล้วถ้ายังคิดไม่ได้ก็เรื่องของเขา”
วันนี้งานของจ๊อบจึงไม่ใช่แค่เล่นดนตรีเพื่อความบันเทิง หากแต่ทำมันเพื่อเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการเรียกร้องฝูงชนให้หันมาเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เมื่อมีกำลังทรัพย์พอเหลือก็ซื้อเครื่องดนตรีแจกจ่ายโรงเรียนต่างๆ ที่โดนสึนามิ พาเด็กๆ ปลูกป่าโกงกาง เก็บขยะตามชายฝั่ง หรือไม่ก็แบ่งเป็นค่าล่องเรือสันติภาพบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้คนตามเกาะแก่งต่างๆ ฟัง และจ๊อบว่ามันน่าจะเป็นงานที่ทำไปจนลมหายใจสุดท้าย ซึ่งถ้าจะเปรียบให้เป็นงานต่อสู้ด้วยเสียงดนตรีแล้ว ภารกิจที่ว่ามาก็คงไม่ต่างอะไรกันนักกับ บ็อบ มาร์เลย์ เว้นเสียแต่คู่มวยคนละประเภทและเกิดคนละทวีปเท่านั้น


ในสายควันบนเปลยวน
บ่ายนี้จ๊อบดูไม่เร่งรีบอะไรนัก เขานอนสูบยาของตัวเองบนแปลยวนปล่อยควันลอยล่องผสมไอเย็นในหุบเขา แต่กับวัยเด็กบรรจบ พลอินทร์ หรือจ๊อบ บรรจบในวันนี้คือเด็กชาวตรังเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสองตีสามไปกรีดยางก่อนที่จะกลับมานอนแล้วค่อยตื่นตอนเช้าไปโรงเรียน
“ก็ไม่อยากตื่นหรอกแต่มันต้องทำ หนักนะแต่ชีวิตตอนนั้นก็สอนให้เราสู้ ทุกวันนี้ก็เลยไม่กลัวเรื่องลำบาก”
ด้วยถิ่นเกิดในสวนยางแดนใต้สมัยเมื่อกว่าสี่สิบปีที่แล้ว ความบันเทิงที่พอจะหาได้ดีสุดสำหรับเด็กอย่างเขาก็คือเคาะถ้วยถังกาละมังหม้อ นานๆ มีงานทีก็ไปนั่งกอดเข่าดูมโนราห์หรือหนังตะลุง กลองทอมน่าจะเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรกๆ ที่เขาหัดเล่นก่อนที่จะหันมาจับกีต้าร์ ห่างไปบ้างก็ช่วงวัย 20 ที่เข้ามาเป็นเด็กวัดในกรุงเทพฯ เพื่อทำงานส่งตัวเองเรียนช่างพิมพ์ในตอนกลางคืน แต่เมื่องานแบกหามไม่ได้ทำรายได้ให้พอส่งค่าเทอม เขาจึงตัดสินใจยึดเอาดนตรีเป็นที่ตั้ง ดีดกีตาร์ร้องเพลงริมถนนจนถึงผับบาร์ ความเป็นนักดนตรีพเนจรของจ๊อบไม่ได้หยุดแค่เมืองไทย ครั้งหนึ่งปัญหาร้ายแรงวิ่งมาชนอย่างจังจนต้องระหกระเหินไปยุโรปในชั่วข้ามคืน ที่นั่นจ๊อบยังคงใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีเปิดหมวกเช่นเคย
“สมัยนั้นยังเล่นดนตรีแบบโฟล์คอยู่ สไตล์ประมาณบ็อบ ดีแลนด์ แต่ก็ผสมสกา ผสมเร็กเก้ มีกลิ่นอายของสามช่าแล้วก็เพลงลูกทุ่ง ตระเวนเล่นไปเรื่อยทั้งอังกฤษ สก็อตแลนด์ ไอส์แลนด์ ได้เงินมาก็เดินทางท่องเที่ยว ถือเป็นความฝันของผมเลยก็ว่าได้ บางครั้งฤดูหนาวเราก็ยังเล่นซึ่งจริงๆ ไม่ค่อยมีใครเล่นกันหรอกเพราะมันหนาวมาก เราต้องใส่ถุงมือแล้วก็ตัดนิ้วถุงมือออกให้มันจับคอร์ดได้ พอเล่นเสร็จเพลงหนึ่งก็เอามือซุกกระเป๋าเสื้อ ในนั้นจะมีกล่องเหล็กเหมือนกล่องบุหรี่ ข้างในมีแท่งเหมือนซิกการ์จุดไฟไว้ ความร้อนมันก็ระอุอยู่เรื่อยๆ เอามือไปถูๆ ก็เล่นได้ต่อ
หลังจากตระเวนเล่นดนตรีอยู่พักใหญ่จ๊อบก็ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวที่คลีพแลนด์ นอร์ทยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ มีบ้านน่ารักๆ ที่พอมีที่ให้ลูกๆ ได้วิ่งเล่นได้ มีเครื่องอำนวยความสะดวกเท่าที่ครอบครัวพื้นฐานพอจะมี และยังคงเล่นดนตรีทั้งริมถนนและในผับพร้อมกับทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย จะว่าไปถ้าเป็นหนังตลาดเรื่องหนึ่ง ตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็เดินทางมาถึงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งเรียบร้อยแล้ว แต่ขอโทษเถอะ! สำหรับจ๊อบแล้วมันคือหนังอินดี้ เลือดที่เต้นเร่าๆ อยู่ในร่างนั้นเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาให้กลับบ้านเกิดเพื่อมาสานต่องานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะจากตระเวนเดินทางไปในหลายประเทศที่เรียกตัวเองว่าพัฒนาแล้ว ล้วนแต่เจอกับปัญหาเหล่านี้ทั้งนั้น ซึ่งถ้าเทียบกันหน่วยต่อหน่วยกับประเทศไทย บ้านเรายังถือว่ายังมีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลือมากกว่า ใยถึงไม่ป้องกันก่อนจะกระหืดกระหอบไปซ่อมแซม จ๊อบคิดแบบนั้นแล้วแพ็กกระเป๋าบอกลาลูกเมียกลับบ้านเกิดที่จากไปกว่า 20 ปี


บทสนทนารอบกองไฟ
หลังจากจ๊อบชวนเราไปบอกลาพระอาทิตย์ของวันนี้ริมชายหาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็ขึ้นมาเอนอิงลมภูเขาที่ สกังค์ บาร์กันต่อ ผมกับเพื่อนช่างภาพแวบไปหาปลากระป๋องธรรมดาๆ กระป๋องละยี่สิบบาทกับไข่ไก่ธรรมดาๆ ฟองละสิบบาทมาร่วมแจมกับข้าวมือเย็นกับพวกเขา ทุลักทุเลอยู่นิดหน่อยกับการก่อไฟตั้งเตาไข่เจียว แต่ก็ออกมาอร่อยฉ่ำอยู่ไม่น้อยด้วยบรรยากาศนั่งล้วมวงจ้วงกับข้าวกัน เสร็จกิจเรื่องท้องไส้ต่างคนก็แยกย้ายเข้ามุมของตัวเอง จ๊อบไปนั่งตากดาวอยู่หน้ากองไฟที่ก่อไว้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำพร้อมกับมิตรอีกสองสามคน เราจึงขอเข้าไปร่วมวงสนทนาอุ่นๆ นี้ด้วย

ตัดสินใจนานไหมที่ต้องห่างลูกมาใช้ชีวิตแบบนี้?
มันเป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่...(นิ่งคิด) ต้องเดินทางพบคนมากๆ มันเหมือนแลกอะไรบางอย่างกับงานบางอย่าง ทีแรกก็กลัวๆ แต่ก็มาสรุปได้ว่าเรามีความสุขกับการทำงานแบบนี้ เราประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องคิดด้วยว่าครอบครัว ลูก คนทุกคนรอบข้างเราเขามีความสุขกับงานที่เราทำออกมาไหม มันหลายเรื่องนะ เหมือนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้ตรงนั้นมา บางทีมันแลกกับชีวิต

เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายของงานที่อยากทำ?
ใช่ นั่นแหละ ดนตรีมันเป็นเรื่องราวที่อิสระมาก อิสระทางความคิด อิสระจากหลายสิ่งหลาย ถ้าเราทำตรงนั้นได้ ดนตรีมันจะออกมาบริสุทธิ์ ยิ่งทำเพลงเร็กเก้ด้วย โห...มันเป็นเรื่องของชีวิตทุกอย่างเลย จริงๆ มันก็คือเพลงเพื่อชีวิตดีๆ นี่เอง มันบ่นให้ฟังเรื่องความไม่ลงตัวของสีผิว ความไม่ลงตัวของหลายๆ อย่าง การวางกำหนดกฎเกณฑ์ของสังคม อยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงให้มันลงตัวกับชีวิต

หมายความว่าอยู่ๆ จะจับอะไรมาร้องเป็นเร็กเก้ไม่ได้?
เราว่ามันก็ทำได้ แต่ที่ลึกเข้าไปจริงต้องตั้งมิติของเร็กเก้ให้ได้ ดนตรีในโลกนี้ทุกอย่างมันมีมิติของมัน อย่างฝรั่งผิวดำนั่งดูฝรั่งผิวขาวฟังเพลงจิมมี่ เฮนดริกอยู่ มันบอกว่ามึงไม่ได้ยินหรอกเพลงของจิมมี เฮนดรก เพราะเพลงของมันมาจากเลือด มาจากความเจ็บปวด ซึ่งก็จริงของมัน คนผิวดำถูกกดขี่มานานแค่ไหน กับบ้านเราดนตรีเร็กเก้ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ หาว่าเลียนแบบอย่างโน้นอย่างนี้ แต่จริงๆ ดนตรีบ้านเราเลียนแบบมาหมดเลย ของผมยังมีรากอยู่มั่ง มีรากเป็นเรื่องราวของไทย มีกลิ่นดนตรีพื้นบ้าน ทำเพลงเร็กเก้มันเป็นเรื่องราวของธรรมชาติ มันก็ไปแบบธรรมชาติ เราต้องสัมผัสให้ได้กับธรรมชาติ เราจะพูดเรื่องดินเราต้องจับดินให้ได้

ร้องเพลงแนวนี้เคยถูกปฏิเสธเวลาไปขอเล่นตามผับตามบาร์บ้างไหม?
มี บางทีเราไปขอเล่นเป็นค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง เขาไม่รู้ว่าเราเล่นแบบไหนก็เลยไม่ให้เล่น หลังๆ พอรู้ก็สะดวกขึ้นบ้าง ดนตรีบ้านเรามันหลากหลายน้อย อีกอย่างคือเราไปตั้งค่าทุนนิยมไว้สูง ต้องฟังดนตรีอยู่ในห้องกระจกติดแอร์ มีค็อกเทล เขาก็เลยเห็นว่าพวกสกปรกรุงรังขัดลูกหูลูกตาอย่างเราไม่เหมาะกับลูกค้าเขาที่ใส่สูทนั่งรถเบนซ์มาจิบเหล้า แต่ก็ไม่ง้อนะ ผมเล่นเปิดหมวกก็เล่นได้ หรือถ้าจะเล่นเอาเงินเยอะๆ อยู่อังกฤษไม่ดีกว่าเหรอ ผับที่นั่นคนจนคนรวยนั่งด้วยกันได้ บางทีเศรษฐีกับขอทานยังมานั่งกินเหล้าด้วยกัน บ้านเรามันชอบแบ่งนะ เพราะเราโดนแบ่งมาตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่การศึกษาพวกรวยๆ ก็ไปเรียนกับพวกรวยๆ จบมางานมีรอ ส่วนพวกจนๆ จบจากโรงเรียนนี้ไม่มีงานทำนะ พวกรวยๆ บางคนจบมาทำงานการเมืองก็แบ่งเป็นพวกมึงพวกกู รุ่นนั้นรุ่นนี้ นั่นแหละประเทศไทยถึงฉิบหาย คนมันแบ่งกันตั้งแต่การศึกษา รัฐธรรมนูญใหม่นี่ออกมานักการเมืองหน้าเดิมก็กลับมาอีก มันต้องเปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่เข้าไปทำงาน

คนรุ่นใหม่ๆ จะเข้าไปก็กลัวโดนด่าหาว่าเป็นนักการเมืองน้ำเน่าอีก?
เราอย่ามองทุนเป็นใหญ่ ที่เขาไม่อยากทำเพราะอาจจะมองทุนเป็นใหญ่ มึงมาแรงกว่ากูยิงนะ อย่างเรื่องป่าไม้บ้านเราชาวบ้านธรรมดากล้าไปบุกเหรอ นักการเมืองทั้งนั้น มีที่เป็นหมื่นๆ ไร่ในอุทยานแห่งชาติ เราเข้าไปมีสิอุทยานแม่งถีบตาย(หัวเราะ) โค่นต้นไม้ต้นหนึ่งจับติดคุก อ้าว! ไอ้เฮียนักการเมืองเล่นเป็นหมื่นๆ ไร่ แม่งขึ้นฮอไปดูที่ไปซื้อที่กัน เรามีปัญญาเหรอ นั่นแหละประเทศไทย

วันนี้หลายคนกำลังพูดเรื่องโลกร้อน ทำงานสายนี้คิดว่ายังทันไหมที่จะช่วย?
ถึงไม่ทันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ความเจริญของทุนนิยมมาถึงจุดอิ่มแล้วนะ มันเจริญกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว บ้านเราก็เหมือนมาสุดทาง ขนาดอเมริกามันยังถอย กุ้งเกิ้งมันไม่เอาแล้ว มันสูบไปหมด ดินเลี้ยงกุ้งก็ปลูกอะไรไม่ได้ เทสโก้โลตัสก็งอกขึ้นมาเต็มเมืองแทน มันเอาจากบ้านเราแล้วก็คืนไปประเทศมัน แล้วเราจะเหลืออะไร หลายเรื่องเป็นเพราะสื่อฯ ทำให้เชื่อว่าคนต้องมีบ้านหลังใหญ่ติดกระจกรอบซึ่งมันไม่เข้ากับบ้านเรา มันเหมือนกับว่าถ้าทำนาแล้วห่วงตัวดำก็ไม่ใช่ พอเปิดโทรทัศน์ดูก็มีแต่ครีมหน้าขาวเต็มไปหมด ทีนี้เด็กมันก็ไม่ทำสวนไม่ลงนาเพราะกลัวตัวดำ แล้วปัญหาของเราคือสิบโมงเช้าเด็กวัยรุ่นไทยมันก็ไปอยู่ในห้างฯ กันหมด ที่ทำงานตรงนี้เราก็อยากให้พวกเขาออกมาอยู่กับธรรมชาติบ้าง มันง่ายด้วยถ้าจะมา แต่เราถูกโทรทัศน์สั่งสอนว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณก็เลยไปตามนั้น

ประมาณว่าทำให้เรารู้สึกขาดตลอด?
เขาทำให้เราทันเทคโนโลยี พอเราทันมันก็ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น อย่างนั่งดูคอมพ์ที่บ้าน เปิดเว็บไซด์ดูได้ทั่วโลก คนมันก็ไม่ออกจากบ้าน อยู่แต่ในห้อง ถึงมีความรู้สึกก็แค่เล็กๆ เพราะสังคมมันแคบ คิดถึงเพื่อนก็กดคลิ๊กๆ ทีนี้การพบปะกัน การได้มานั่งคุยกันมันน้อยลง แล้วความรู้สึกของการพูดทางโทรศัพท์เนี่ยมันก็ยังมีอะไรมากั้นอยู่ แล้วดูคนกรุงเทพฯ สมัยนี้ทำงานกันจะเป็นไก่แบตเตอรี่อยู่แล้ว ไม่รู้จะแข่งกันไปไหน

อาจเพราะเขาเชื่อว่าทำงานให้หนัก ชีวิตในอนาคตจะได้มั่นคงจะได้สบายขึ้น?
เพื่อจะได้มีเงินมาซื้อโน่นซื้อนี่ให้ดูภูมิฐาน มีฐานะ จริงๆ แล้วขยะทั้งนั้น(หัวเราะ) บ้าแบกขยะกัน อยู่บ้านนอกกลายเป็นโง่ดักดานต้องเข้ากรุงเทพฯ มันถึงเจริญ แล้วก็เข้าไปแย่งกัน ที่นาโดนทิ้ง คนเรียนจบมาก็ไม่เอาความรู้ไปพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง เวลาเรียนก็เรียนแต่สาขาที่นิยมกัน คนมันเลยล้นงานอยู่ตลอด กลับบ้านจะไปทำนาทำสวนก็ไม่ได้เพราะทาครีมหน้าขาว กลัวจะดำแต่ก็กินข้าวจากชาวนาหน้าดำๆ (หัวเราะ)

เงินสำหรับจ๊อบ บรรจบในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่ไหม?
ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ชีวิตใหญ่กว่า งานใหญ่กว่า เราอยากให้ทุกคนทีความสุขกับการทำงาน อย่าไปคิดว่าทำเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ แต่คิดว่าจะเรียนรู้อะไรจากมัน สำหรับเราเงินมันเป็นแค่เครื่องมือต่อทางเฉยๆ

ที่ตระเวนเล่นอยู่ที่วันนี้ไม่ใช่เพราะอยากได้เงิน?
ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของการช่วยเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มากกว่า ถ้าอยากได้เงินผมอยู่กรุงเทพฯ ไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ลำบากด้วย เงินได้แน่นอน อย่างตอนที่เราอยู่อังกฤษ ก็เห็นว่าฝรั่งแม่งมีทุกอย่าง แต่มันก็ยังขาดบางอย่าง ต้องแสวงหาไปเรื่อย

ไม่คิดจะเก็บเงินเยอะๆ ไว้ให้ลูกหลานบ้างเหรอ?
ไม่มีความคิด คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อนเราหลายคนพอมีเงินแล้วมันสร้างโน่นสร้างนี่ไว้ให้ลูกหลาน แต่เด็กมันเจริญเติบโตทุกวัน มันเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าสร้างบ้านหลังใหญ่แล้วไม่มีใครอยู่มันน่าเศร้านะ อยู่แบบนี้มีเพื่อนฝูงอบอุ่นกว่า คนสมัยนี้เป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะก็เพราะเรื่องแบบนี้ จะไปไหนก็ไม่ได้ ห่วงสมบัติ อยู่อย่างนั้นเรียกว่าจมปลักนะ คิดว่าแบบนั้นคือความสุข แต่จริงๆ แล้วสำลัก ทีนี้จะทิ้งก็ไม่ได้ คิดว่าตัวเองกำลังมีความสุข ห่วงขึ้นมาอีก ยิ่งสำลักหนักเข้าไปใหญ่ ใช้ชีวิตแบบเราสำลักก็ไม่เท่าไหร่ อย่างมากก็สำลักควัน(หัวเราะ) บางคนพอธุรกิจเปลี่ยนปุ๊ปอยู่ไม่ได้เลย ฆ่าตัวตาย ยิ่งสมัยนี้คนฆ่าตัวตายกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะ

อย่างบางคนคิดว่าอายุขนาดนี้ ใช้ชีวิตมาเยอะผ่านประสบการณ์มามาก โอเค ตายได้แล้ว เคยคิดแบบนี้ไหม?
ไม่เคยคิดเลย ตายเป็นเรื่องธรรมดา การทำงานดนตรีมันไม่มีวันหมด ก็ทำมันไปเรื่อยๆ เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นในแต่ละวัน เรามักจะรอ รอให้ถึงวันนั้น แล้วมันจะวันไหนล่ะ ถ้าเราทำได้ทำเลย



เรือเที่ยวต่อไป
สนทนารอบกองไฟนั้นสิ้นสุดเอาก็เลยครึ่งคืนเข้าไปแล้ว เราตื่นกันมาอีกทีในช่วงสายๆ จ๊อบและสมาชิกวงของเขาลงไปรอเรือที่เก็กโค บาร์ เครื่องดนตรีถูกประกอบเข้าหีบห่อเตรียมเคลื่อนย้ายเรียบร้อยแล้ว กว่าเรือจะมาถึงก็ปาเข้าไปเที่ยง น้ำยังไม่ขึ้นดีสักเท่าไหร่ทำให้เรือต้องจอดห่างฝั่งออกไปไกลเป็นร้อยเมตร พวกเขาจำต้องกลายเป็นมดงานแบกข้าวของลงเรือไปโดยปริยาย
หมายการเดินทางในวันนี้อยู่ที่ผับ คาเป เดียม(Carpe Diem) บนเกาะพีพี หนึ่งในอีกผับที่ถือเป็นมิตรทางดนตรี พูดถึงมิตรแล้ว กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ กวีและนักคิดนักเขียนแห่งหุบเขาฝนโปรยผู้ล่วงลับก็คือหนึ่งในบรรดามิตรที่มีอิทธิพลต่องานของจ๊อบ ไม่ว่าจะจากการพบปะพูดคุยหรือแม้แต่ข้อเขียนของเขาก็ทำให้บางบทเพลงเกิดขึ้น รวมไปถึงการล่องเรือสันติภาพซึ่งกนกพงศ์ก็ถือเป็นหนึ่งในแกนนำร่วมกับวงใต้สวรรค์ของพี่ชาย-นิยุทธ์ สงสมพันธุ์ ช่วยเติมความคิดให้เรือแล่น
“ถ้าจะตีเป็นตัวเลขแล้วเรือสันติภาพมันไม่ได้อะไรหรอก เพราะการทำงานเรื่องสันติภาพเรื่องธรรมชาติมันไม่มีตัวเลข แต่เราสามารถสัมผัสได้ เราสัมผัสดอกไม้ที่เราปลูกได้ว่ามันเป็นหรือตาย”
ค่ำคืนนี้บนเวทีริมชายหาด จ๊อบ ทู ดู ยังคงทำให้ฝรั่งหนุ่มสาวกว่าร้อยคนลุกขึ้นมาโยกได้เช่นเคย นอกจากจะเรียกศิลปินได้อย่างเต็มปากแล้วอีกที่ตำแหน่งพ่วงไปด้วยก็คือเอนเตอร์เทนเนอร์ ซึ่งน้อยคนจริงๆ จะเป็นได้ โดยเฉพาะเอนเตอร์เทนเนอร์สไตล์เรือหางยาวทุกดอกไม้ด้วยยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ร้อน ร้อนนี้มีไหมน้ำ ฉันจะเอามาอาบให้หายร้อน
ร้อน ร้อนใจมีไหมใคร มีน้ำใจช่วยปลอบฉันให้หายร้อน
ความเพียงพอมันไม่มี
(มันไม่มี)
มีแต่คนเอาแต่ใช้
(เอาแต่ใช้)
ความสมดุลไม่เพียงพอ
(ไม่เคยพอ)
โลกนี้หนอต้องเปลี่ยนไป
อย่ามัวแต่ฝันให้เป็นจริง
อย่ามัวแต่นอนนิ่งเฉยรอวันตาย




-ข้อมูลดนตรีเร็กเก้มาจากหนังสือ Bob Marley ศาสดาขบถ เขียนโดย สตีเฟน เดวิส แปลเป็นไทยโดย อัคนี มูลเมฆ สำนักพิมพ์ วันอังคาร
-ดูข้อมูลจ๊อบ บรรจบเพิ่มเติมได้ที่ www.job2domusicthailand.com




IMG_7798.jpg
 16 Comments 
IMG_7667.jpg
 2 Comments 
IMG_7674.jpg
  
IMG_7675.jpg
 2 Comments 
IMG_7681.jpg
  
IMG_7686.jpg
  
IMG_7691.jpg
  
IMG_7720.jpg
  
IMG_7758.jpg
 3 Comments 
IMG_7730.jpg
 1 Comment 
IMG_7739.jpg
  
IMG_7764.jpg
 4 Comments 
IMG_7772.jpg
  
IMG_7775.jpg
  
IMG_7783.jpg
  
IMG_7816.jpg
  
IMG_7823.jpg
 5 Comments 
IMG_7832.jpg
 1 Comment 
IMG_7841.jpg
  
IMG_7862.jpg
  
IMG_7916.jpg
  
IMG_7911.jpg
 1 Comment 
IMG_7954.jpg
  
IMG_7979.jpg
 2 Comments 
IMG_7983.jpg
  
IMG_8168.jpg
  
IMG_8176.jpg
 1 Comment 
IMG_8207.jpg
 2 Comments 
IMG_8235.jpg
 6 Comments 
IMG_8338.jpg
 2 Comments 
IMG_8355.jpg
 3 Comments 
IMG_8376.jpg
 8 Comments 
IMG_8401.jpg
  
IMG_8251.jpg