Photo Gallaly

‘Romantic Sci Fi’

เรื่อง วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
ภาพ อนุชิต นิ่มตลุง

กาลครั้งหนึ่ง เด็กชายแทนไท ประเสริฐกุล ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการนั่งดูด้วง ท่องชื่อสัตว์ทะเล (เวลาส่วนน้อยที่เหลือหมดไปกับการเขี่ยหัวนมของตัวเองและน้องชายเล่น) จนเกิดเป็นความสงสัยและสนใจจริงจังเกี่ยวกับธรรมชาติบนโลกใบนี้ หลังจากนั้นเด็กชายแทนไทได้พยายามควานหาคำตอบเกี่ยวกับโลก สิ่งมีชีวิต จนกระทั่งเขาและวิทยาศาสตร์ก็เป็นของกันและกัน
ในปีพ.ศ.2537 หัวนมของนายแทนไทเริ่มแตกพาน และในปีนี้เองที่เขาได้รับทุนจากรัฐบาลในโครงการพสวท. (โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ให้ศึกษาเล่าเรียนจนถึงระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก
ยัง... ยังไม่จบ!!! (หมายถึงแทนไทยังเรียนไม่จบดอกเตอร์ กรุณาอ่านต่อ...)
หลักจากที่ศึกษาจนจบปริญญาตรีสาขาชีววิทยา เน้นด้านประสาทวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมสัตว์จากมหาวิทยาลัย Cornell สหรัฐอเมริกา โชคชะตาพลิกผันทำให้ต้องกลับมาเรียนต่อโทที่เมืองไทย
ระหว่างที่ศึกษาปริญญาโท (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล) แทนไทรับจ๊อบเป็นอาจารย์พาร์ตไทม์สอนวิชาชีววิทยาในระดับมัธยม ด้วยลีลาการสอนแบบที่ไม่เหมือนใคร และไม่น่ามีใครคิดเหมือน แต่เขายืนยันว่าแก่นแกนของความเป็นครูนั้นเต็มร้อยไม่ต่างจากครูคนอื่นๆ เพียงแต่วิธีการ หรือสไตล์การสอนของเขาอาจจะไม่เข้าตาหรือไม่เป็นที่เข้าใจแก่ครูส่วนใหญ่ จึงทำให้โชคชะตาพลิกผันอีกรอบ นั่นคือการเดินออกมาจากรั้วโรงเรียน
ยกตัวอย่างลีลาการสอนของอาจารย์แทนไท (ในอดีต)
- จัดทัศนศึกษาด้วยตัวเอง (ไม่ได้ขออนุญาตจากโรงเรียน แต่เขียนจดหมายส่งตรงถึงผู้ปกครอง ซึ่งใครมีจดหมายอนุญาตจากผู้ปกครองจึงมีโอกาสได้ไป)
- ระห่ำทำพาวเวอร์พอยต์ประกอบการสอนแต่ละคาบอย่างบ้าคลั่ง สอนชั่วโมงนึงอาจใช้รูปเป็นร้อยๆ รูป พูดเรื่องอะไรมาต้องให้เด็กเห็นภาพให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปจิงโจ้คลอดลูก รูปอัณฑะผ่าครึ่ง หรือรูปไวรัสซึ่งอาศัยอยู่บนหนวดของแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนขนขาของแมลงวันซึ่งกำลังไต่อยู่บนขนนกเอี้ยงที่เกาะหลังแรดตัวเมียอยู่อีกที ก็ต้องไปหามา โชคดีที่สมัยนี้มี Google (บ่อยครั้งมักเตรียมสอนจนถึงเช้า จนกระทั่งเหนื่อยหลับคาคอมพ์ไป เสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปสอน ยวนมาก)
- แต่ละบท ทำชีตงี่เง่าให้อ่าน ใช้ภาษาแบบชาวบ้าน ยกตัวอย่างอะไรๆ ก็สมมุติเป็นตูดกับนม จนเด็กติดใจไม่ยอมไปอ่านตำราของจริง
- เลิกเรียนขนเด็กสาวขึ้นรถไปกินข้าว กินไอติม ร้องเกะ ย่านสยามสแควร์ บางคืนก็ยกขบวนไปติวหนังสือที่อพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ทั้งนี้เขากล่าวว่าบริสุทธิ์ใจ พิสูจน์ได้จากการพาเด็กไปไหว้พระและดูคอนเสิร์ต ฯลฯ

ในระหว่างที่เป็นอาจารย์พาร์ตไทม์อยู่นั้น แทนไทได้เขียนหนังสือ ‘โลกนี้มันช่างยีสต์’ ออกมาด้วยภาษาที่ทำให้ต่อมหัวเราะทำงานหนัก แฝงทั้งแง่คิดและกลุ่มคำ ‘ขี้’ ‘นมดำ’ ‘รูตูด’ วัยรุ่นอ่านแล้วติดใจและติดลม (แถมติดนมดำ) ถือเป็นโอกาสให้แทนไทได้ปล่อยของในหนังสือเล่มต่อๆ มา ด้วยการเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ออกสู่มหาชนด้วยภาษาแบบยีสต์ๆ นั่นคือ ‘Mimic เลียนแบบทำไม’ (ว่าด้วยพฤติกรรมสัตว์) และ ‘โลกจิต’ (ว่าด้วยเรื่องราวความรู้เกี่ยวกับสมองของมนุษย์)
mars อยากให้อ่านความคิดชายหนุ่ม (นมดำ) คนนี้ที่ปฏิบัติกับความฝันของตัวเองได้อย่างโรแมนติกเป็นที่สุด
นาทีนี้น่าจะเรียกแทนไทได้ว่านักเขียน (นมดำ) อย่างเต็มปาก…

เนื้อหาในหนังสือ ‘โลกนี้มันช่างยีสต์’ ซึ่งเน้นความยีสต์ ยวน ฮา ต่างๆ นานา แต่พอ 2 เล่มหลังที่ออกมามันมีเนื้อหาสาระเข้มข้นขึ้น แล้วกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปไหม
มันเริ่มจากว่าเราเขียน ‘โลกนี้มันช่างยีสต์’ ออกมาแล้วมีคนชอบจำนวนหนึ่ง แต่เรารู้สึกว่าเราไม่อยากนำเสนอตัวเองเป็นไอ้หนุ่มยีสต์อย่างเดียว เริ่มหมดมุกแล้วด้วย เพราะเล่าแต่เรื่องชีวิตตัวเอง บางทีมันก็เบื่อ รู้สึกว่า เฮ้ย ในโลกนี้ยังมีสิ่งยีสต์ๆ ที่น่าเอามาเล่าอีกเยอะว่ะ อย่างความรู้ทางวิทย์หลายๆ อย่างที่เคยเรียนเคยอ่านมาเนี่ย บางทีมันยวนใจยิ่งกว่าชีวิตประจำวันของเราซะอีก น่าเอามาแกะป้ายคำว่าวิชาการออก แล้วถ่ายทอดออกสู่มหาชนให้มันรู้แล้วรู้รอด ดังนั้นเมื่อได้เริ่มรู้จักกันด้วย ‘ยีสต์’ แบบพอหอมตูดหอมคอแล้ว ก็คงได้เวลาทดลองปล่อยของที่อยากปล่อยจริงๆ ออกมาสักที
คือการที่คนรู้จักตัวตนของผมผ่านหนังสือ ‘ยีสต์’ ก่อน มันอาจจะช่วยทำลายความซีเรียสทั้งหลายที่มันเป็นกำแพงว่าเรื่องวิทยาศาสตร์อ่านไม่รู้เรื่อง คล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่เค้าเรียก Ice breaking เหมือนกับว่าเวลาไปเข้าค่ายวันแรกมันจะเขินๆ กันอยู่ ยังไม่ค่อยรู้จักกัน ต้องมีกิจกรรมอะไรร่วมกันก่อนแบบบ้าๆ บอๆ ให้มาเต้นไก่ย่างอะไรกันก่อนเดี๋ยวก็รู้จักกันเอง ‘ยีสต์’ มันเป็นแบบนั้น แล้วไม่ได้ตั้งใจด้วยว่าจะออกหนังสือเรียงลำดับจาก ‘ยีสต์’ มา ‘Mimic’ มา ‘โลกจิต’ มันเป็นโชคชะตาของมันเอง คือพอมาวิเคราะห์ย้อนหลังรู้สึกว่าดีแฮะ เลยกลายเป็นว่า เริ่มจากเปิดใจคนด้วยความบ้าตลกๆ แบบขำๆ ก่อน จากนั้นภายหลังจึงทำให้สามารถดึงพวกเค้าเข้าสู่โลกวิชาการต่ออย่างแนบเนียน

ได้ยินว่าหนังสือ 2 เล่มหลังของคุณ (Mimic: เลียนแบบทำไม, โลกจิต) เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์มหาชน อยากให้คุณช่วยอธิบายว่ามันหมายถึงอะไร
มันมาจากคำว่า Popular science ซึ่งเป็นแนวหนึ่งของงานเขียน ในต่างประเทศมีคนเขียนแนวนี้กันเยอะแยะ คือพวกนักวิทยาศาสตร์เค้ามักจะอุทิศเวลามานั่งเขียนหนังสือเพื่อที่จะเล่าเรื่องราวน่าสนใจต่างๆ ให้คนทั่วไปฟัง โดยจะใช้ภาษาออกเป็นเชิงวรรณกรรมซะมากกว่าที่จะเป็นแบบวิชาการโคตร แล้วบางทีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์เขียนเองก็ได้ เป็นพวกนักเขียนหรือนักข่าวนี่แหละ ที่สนใจแล้วก็ไปหาข้อมูลหรือไปสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ ไปคลุกคลีกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อนำความรู้ตรงนั้นมาถ่ายทอดอีกที
คือการอ่านงานเขียนแนววิทย์มหาชนมากๆ ทำให้ผมได้ตระหนักว่า จริงๆ แล้วในตำราเล่มหนาๆ เนี่ย อาจมีบทกวีซุกซ่อนอยู่ ปึกเอกสารงานวิจัยต่างๆ ที่ซีเรียสสุดขั้ว เต็มไปด้วยศัพท์วิชาการมากมาย ถ้าเราอ่านดูดีๆ อาจจะเจอเรื่องตลก เศร้า ซึ้ง สนุก ประหลาด มหัศจรรย์ หลบอยู่ระหว่างบรรทัดเต็มไปหมด ในสมการฟิสิกส์ ในความถี่ของคลื่นแสงที่มาจากดวงดาว ในรหัสเบสของ DNA แฝงไว้ด้วยปรัชญาความจริงอันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิต ความเป็นมา เป็นอยู่ เป็นไป ของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความงามอีกระดับหนึ่ง ซึ่งต่อให้จ้องด้วยตาเปล่านานแค่ไหนก็ไม่อาจมองเห็นได้ มันก็เป็นความมุ่งหวังของคนเขียนแนววิทย์มหาชนนี่แหละ ที่พยายามจะแกะบทกวีที่ซ่อนอยู่ในตำรายากๆ เหล่านั้นมาเล่าให้กับคนทั่วไปได้รับรู้กัน ในระดับที่ไม่ว่าใครก็สามารถเสพอร่อยได้ ทำนองเดียวกับคนฟังเพลงไม่จำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็นก็สามารถฟังเพลงเพราะได้ เราก็รู้สึกว่าคนที่อยากสนุกหรือลึกซึ้งกับความจริงของธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางด้านวิทย์ หรือต้องเป็นนักวิชาการอย่างเดียว ทุกคนน่าจะมีโอกาสเข้าถึงได้เหมือนกัน เมืองไทยเราก็มีผู้ที่บุกเบิกแนวการเขียนแบบวิทย์มหาชนมานานแล้วนะครับไม่ใช่ว่าไม่มี อย่างรุ่นก่อนหน้าผมก็จะมีคุณหมอประเวศ วะสี ดร.ชัยวัฒน์ คุปตระกูล และอีกหลากหลายท่าน ผมในฐานะผู้มาทีหลัง ก็รู้สึกชื่นชมนับถือแล้วก็อยากจะมาขอเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกะเค้าด้วย อาจจะมาช่วยเติมเต็มในส่วนของการดึงดูดพวกรุ่นเด็กๆ หรือพวกเด็กศิลป์เด็กแนวที่ไม่เคยเข้าหาวิทย์มาก่อน ช่วยเติมความบ้าความตลกผสมเข้าไปนิดๆ หวังว่าสุดท้ายจะเป็นการต่อยอดให้วิทย์มหาชนออกดอกเบ่งบานมากขึ้น จนวันหนึ่งถ้ายอดขายได้เท่าลิเดีย ผมคงนอนตายตาหลับ


ได้ยินมาว่าคุณสนใจทำวิจัยเรื่องการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยในระดับปริญญาเอก ตอนที่คุณเรียนปริญญาโทก็ทำวิจัยเรื่องการผสมพันธุ์ของปลาหมึก
ใช่ครับ คือผมสนใจเรื่องของการผสมพันธุ์มากครับ (หัวเราะ) จริงๆ แล้วในเมืองไทย ใครที่จับตัวไหนตัวหนึ่งก็จะโฟกัสตัวนั้นไปเลย อย่างจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านนก มีผู้เชี่ยวชาญด้านเต่า ก็เป็นอย่างนั้นไปเลย แต่ผมจะเป็นอีกแนว ผมรู้สึกว่าไม่ว่าสัตว์อะไรก็แล้วแต่ พฤติกรรมที่สัตว์แต่ละชนิดทำน่ะมันอธิบายได้เหมือนกันโดยทฤษฎีทางด้านวิวัฒนาการ หรือทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ อะไรก็แล้วแต่ ผมก็เลยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวทฤษฎีเป็นหลักก็แล้วกัน โดยเปลี่ยนตัวสัตว์ไปเรื่อยๆ สำรวจไปเรื่อยๆ สลับกัน ก็ได้อีกแนวหนึ่ง

คุณค้นพบอะไรจากการทำวิจัยเรื่องการผสมพันธุ์ของปลาหมึก
อันดับแรกเลยคือได้นอนดูปลาหมึกเอากัน (ยิ้ม) มีบางคืนพาแฟนไปดูด้วยนะ แล้วมีถ่ายวีดิโอเก็บไว้ด้วย คือเราไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นไง อ่านในเอกสารวิชาการก็ไม่เห็นภาพ ต้องเห็นกับตาตัวเอง เริ่มจากเอามันมาเลี้ยงในบ่อ แต่เวลาจะจับมันมาผสมพันธุ์ก็เอาตัวผู้กับตัวเมียใส่ในตู้ปลาซึ่งเป็นตู้ที่พื้นด้านล่างใสเพื่อเราจะได้ลงไปนอนดู ตัวผู้กับตัวเมียเวลามันผสมพันธุ์กัน มันจะเอาหน้าเข้าหากันแล้วเอาหนวดสิบกว่าเส้นสอดประสานกัน ซึ่งถ้ามองจากด้านบนเราจะไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่พอมองจากข้างล่าง ก็จะเห็นว่าตัวผู้มันเอาหนวดของมันเอง ซึ่งจะเป็นหนวดเส้นที่สี่ข้างซ้ายเสมอ ล้วงเข้าไปในตัวมันเพื่อหยิบเอาหลอดบรรจุสเปิร์มออกมา หลอดที่ว่านี้มีขนาดรูปร่างคล้ายๆ เศษวุ้นเส้น ยาวสักประมาณ 1 นิ้ว มีเปลือกชั้นนอกใสๆ แล้วก็มีถุงชั้นในอีกชั้น บรรจุน้ำเชื้อสีขาวๆ ไว้อีกที ตัวผู้มันจะใช้หนวดล้วงเข้าไปกำหลอดพวกนี้ออกมาคราวละประมาณเก้าหลอดสิบหลอด แล้วก็ยัดเข้าไปตรงปากตัวเมีย... เข้าทางปาก (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ดันเข้าไปให้ตัวเมียกลืนนะ มันแค่เอาไปแปะไว้ตรงริมฝีปากล่างของตัวเมียเฉยๆ แล้วตัวหลอดสเปิร์มเนี่ยพอโดนถูๆ ไถๆ หน่อย มันจะมีกลไกดีดเปลือกชั้นนอกทิ้งแล้วก็ปล่อยกาวออกมาเองโดยอัตโนมัติ จนสุดท้ายจะเหลือแต่ถุงสเปิร์มชั้นในทากาวปักติดอยู่บนริมฝีปากตัวเมีย เรียงรายเป็นเหมือนกอหญ้าสีขาวๆ แล้วพอมันปักชุดนี้เสร็จมันก็จะล้วงหยิบแท่งใหม่ออกมาปักเพิ่มเรื่อยๆ อีกหลายยก
ทีนี้การวิจัยของผม คือผมสงสัยว่า เอ๊ะ ในธรรมชาติ ถ้าตัวผู้มันมาเจอตัวเมียที่พออ้าปากปุ๊บ โอ้โหย สเปิร์มเพียบ! แย้มมานี่ เห็นเป็นแผงเลย คือเพิ่งรับฝักสเปิร์มจากตัวผู้ตัวอื่นมาหยกๆ ว่างั้นเถอะ เออ ถ้ามาเห็นแบบนี้ตัวผู้ตัวนั้นมันจะทำยังไงนะ? น่าสนใจ ก็เลยทดลองดู โดยการจัดให้ตัวเมียผสมกับตัวผู้ตัวนึงก่อน ให้มันปักสเปิร์มให้เรียบร้อย เสร็จแล้วผมก็จับตัวเมียมาทำการสลบโดยการให้มันกินเหล้า

คุณมอมเหล้าปลาหมึกสาวเหรอ?
เออ (หัวเราะ) เอาน้ำมาผสมกับแอลกอฮอล์ แล้วเอามันลงไปนอนแช่ มันก็จะสลบไปพักหนึ่ง จังหวะนั้นเราก็เอาสีพิเศษมาทาปากมัน ย้อมบริเวณที่ตัวผู้นำฝักสเปิร์มมาปักไว้ให้ทั่ว เราจะได้รู้ว่านี่คือสเปิร์มของตัวผู้ตัวที่หนึ่งนะ เป็นสีม่วงก็ได้สมมุตินะ แล้วก็เอาตัวเมียใส่กลับไปในตู้อีกครั้ง พอมันฟื้นปุ๊บเราก็ใส่ตัวผู้ตัวที่สองลงไป อ่า ตัวผู้ตัวที่สองก็จะเข้าผสมกับตัวเมียตัวเดิม แล้วคราวนี้เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า ก่อนหน้าที่ตัวผู้ตัวที่สองจะควักสเปิร์มของตัวเองออกมาเนี่ย มันจะกระทำการใช้หนวดด้านที่เป็นตะปุ่มตะป่ำของมัน ครูดเอาสเปิร์มของตัวผู้ตัวแรกออกมาก่อน!
นี่ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่เข้าข่าย ‘การตัดโอกาสสเปิร์มคู่แข่ง’ (Sperm competition) ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นปรากฏการณ์ที่มีพบได้ทั่วไปในสัตว์มากมายหลายชนิด คือสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่มันอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะว่ามันประสบความสำเร็จในการสืบทอดพันธุกรรมของตัวมันเอง วิธีหนึ่งที่จะประสบความสำเร็จในการสืบทอดพันธุกรรมของตัวเองก็คือกำจัดคู่แข่ง ทำไงก็ได้ที่จะทำให้ลูกของเราที่เกิดมานั้นเป็นลูกของเรามากที่สุด ไม่ใช่ของตัวผู้ตัวอื่น
แต่ถ้าเราไปดูในแมลงอย่างพวกแมลงปอ อวัยวะเพศของตัวผู้จะเป็นหนามแบบเงี่ยงคล้ายๆ แปรง เอาไว้สำหรับกวาดล้างช่องของตัวเมียให้สะอาดปราศจากสเปิร์มของตัวผู้ตัวอื่นซะก่อน ก่อนที่จะปล่อยเชื้อของตัวเองเข้าไป ทั้งนี้เพื่อจะได้การันตีว่าไข่ทั้งหมดที่ถูกผสมจะเกิดมาเป็นลูกของมันแต่เพียงผู้เดียว อย่างผีเสื้อบางชนิดพอผสมกับตัวเมียเสร็จปุ๊บมันจะปล่อยกาวออกมาปิดช่องของตัวเมียไว้เลย ไม่ให้ตัวผู้ตัวอื่นมาผสมพันธุ์ทับ
ในคนก็มีนะ อย่างมีผลงานวิจัยอันนึงระบุว่า ถ้าผู้ชายดูหนังโป๊ที่นักแสดงเป็นชายกับหญิง สเปิร์มที่หลั่งออกมาตอนช่วยตัวเองจะแข็งแรงว่ายน้ำว่องไวกว่าเวลาดูหนังโป๊ที่เป็นภาพหญิงล้วน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสมองเรามันตีความเห็นชายอื่นเป็นเสมือนคู่แข่ง ก็เลยส่งสัญญาณไปบอกไข่ให้ผลิตสเปิร์มให้เจ๋งๆ หน่อย จะได้ไปแข่งกะเค้าได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอัตโนมัติโดยที่ตัวเราเองไม่รู้เรื่องเลย

ฟังดูแล้วเหมือนโลกใบนี้ยังมีอะไรลึกลับอีกเยอะ
ใช่ครับ วิถีของธรรมชาติมีความลับอยู่มากมาย พวกนักวิทยาศาสตร์พยายามจะค้นให้เจอความลับเหล่านั้น เป็นการไขปริศนาของธรรมชาติก็ว่าได้ ผมศึกษาปลาหมึกได้ผลออกมา นั่นก็เป็นเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง คนที่ศึกษาเรื่องลิงก็อาจจะได้จิ๊กซอว์มาอีกชิ้นหนึ่ง แล้วสุดท้ายถ้าเราเอามาประกอบรวมกันเยอะๆ มันถึงจะเห็นเป็นภาพใหญ่ ซึ่งเป็นคำตอบของปริศนาทั้งหมด แล้วชีวิตคนเราเองก็เป็นเหมือนกับจุดเล็กๆ ที่อยู่บนภาพนั้นอีกที
คือเอาเข้าจริงๆ ชีวิตของคนคนหนึ่ง ตื่นขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าว ไปทำงาน ไปเรียน เจอเพื่อน อายุถึงจุดหนึ่งก็ทำงาน สร้างครอบครัว ว่างก็ดูหนัง ฟังเพลง หาความสุข หาความหมาย พยายามทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ ฟังแค่นี้ก็เยอะแล้วนะ แต่ถ้ามาดูจริงๆ นั่นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของความหลากหลายและความเป็นหนึ่งเดียวกันของชีวิตที่มันมีอยู่บนโลกนี้ คำว่าชีวิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ชีวิตมนุษย์ เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำว่าทั้งหมด

แต่กับบางคนหรือคนส่วนใหญ่ การหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวนั่นก็หมายถึงทั้งหมดของชีวิต?
ไม่ได้ผิดแปลกอะไรครับ อันนี้เค้าเรียกว่ามันเป็นการเติมสุนทรีย์ให้กับชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นคนมั้งครับ เหมือนกับแบบเป็น Optional เป็นทางเลือก คุณเกิดมาคุณมีปัจจัย 4 ครบพร้อมแล้ว มีข้าวกิน มีสิ่งต่างๆ พร้อมพอดำรงอยู่ได้ในชีวิตหนึ่ง ถามว่าคุณจำเป็นมั้ยที่ต้องฟังเพลง จำเป็นมั้ยต้องไปเที่ยว มันก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าเราทำสิ่งเหล่านั้นมันก็จะได้อะไรบางอย่างที่มันอิ่มเอมใจขึ้นมา และรู้สึกว่าเกิดเป็นคนแม่งสนุกว่ะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันก็ทำได้หลายอย่าง แล้วรู้สึกว่าในบรรดาที่ทำได้หลายๆ อย่างนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ก็เป็นอย่างหนึ่ง

แล้วคุณเริ่มค้นพบสุนทรีย์หรือสิ่งที่อยากจะทำในชีวิตได้ยังไง
มันตอบยากนะ ผมอาจจะเป็นคนที่แบบว่าดื้อ คือพออินกับอะไรแล้วก็จะทำของเราไป ไม่ค่อยสนใจว่าคนอื่นเค้าจะว่ายังไง ตอนเด็กๆ เราจะชอบเรื่องธรรมชาติอะไรพวกนี้ และพอเราชอบเราก็ยึดไปเลย ใครจะมาบอกว่าจบไปจะทำงานอะไรเราก็ไม่สน นั่งดูด้วงของเราไปเรื่อย ในขณะที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้คิดเหมือนผม อาจจะแบบว่าพอพ่อแม่ทักเข้าหน่อยก็ต้องเรียนตามใจพ่อแม่ แต่ว่าผม พ่อแม่ไม่ค่อยได้สั่งสอน เอ๊ย! สอนน่ะสอนอยู่ แต่ไม่ค่อยได้สั่ง (หัวเราะ) ก็เลยมีอิสระ อีกอย่างผมชอบฝันน่ะ แล้วผมก็พิจารณาความฝันนั้นด้วยเกณฑ์ของตัวเอง อย่างเช่นฝันอยากเป็นนักวิทย์ ถ้าคนอื่นจะมาบอกว่าไม่ดี ผมก็จะบอกว่าสงสัยคุณยังไม่เข้าใจมั้งว่านักวิทย์มันเป็นยังไง ถ้ามองให้ทะลุเรื่องค่านิยมไป มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรแย่ตรงไหน ตอนเด็กๆ ผมดู Back to the Future ดู Jurassic Park เห็นดอกเตอร์บราวน์ ดอกเตอร์แกรนต์ ก็รู้สึกว่าเท่จะตาย
แล้วพอเราได้ออกไปดูโลกกว้าง ไปเรียนเมืองนอก ไอ้เรื่องการศึกษาธรรมชาติที่เราชอบมันก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไรนักหนา มีคนทำกันเยอะแยะ อาจจะแปลกในสายตาของคนที่ว่าพอหมดวัยประถมปุ๊บก็คิดเรื่องเรียนให้ได้เกรดดีๆ เรียนจบมหา’ลัยให้ได้งานดีๆ หรือเรียนสายศิลป์ก็ศิลป์ไปเลย ไม่เคยได้กลับมาแตะวิทย์อีก สิ่งแวดล้อมแบบนั้นมันเหมือนกับทำให้ความโรแมนติกของการอยากเข้าใจธรรมชาติมันหายไป เลยกลายเป็นว่าสิ่งที่ผมชอบเป็นของแปลกในสายตาคนส่วนมาก

คุณผ่านช่วงของการค้นหาตัวเองมาแบบไหน ทุรนทุรายหรือสบายๆ
ผมอธิบายตัวเองไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ เพียงแต่เมื่อผมรู้ว่าผมชอบอะไรผมก็ทำในสิ่งที่ผมชอบอย่างจริงจังมาโดยตลอด อุปสรรคนั้นมีเยอะแน่นอน ตัวผมเองก็ไม่ใช่ว่าเก่งอะไร หลายๆ เรื่องก็ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียดร่อแร่ แต่ถึงยังไงก็ยังหันหัวทางเดิม ก็มุ่งมั่นมาเรื่อย บางครั้งมองย้อนไปก็ขำๆ ว่า เออ เราชอบที่ที่เรายืนอยู่ตรงนี้นะ แต่ไอ้เส้นทางที่กว่าจะเดินมาถึงนี่ได้ ผ่านอะไรมาบ้างนั้น ล้วนแล้วแต่ไม่ได้วางแผนคาดเดาไว้ทั้งนั้นเลยว่ะ เช่น ใครจะไปคิดว่าจะได้ไปสอนโรงเรียนหญิงล้วนฟะ แล้วนี่อนาคตก็เส้นทางอีกยาวไกล จะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้อีกเหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่ว่าจะเจออะไรก็จะยังคงหันหัวทางเดิม

จากประสบการณ์ของการเป็นครูมัธยมเกือบ 3 ปี คุณมองว่าการที่เด็กจำนวนมากสับสนกับสิ่งที่ตัวเองต้องการในชีวิตมันเป็นปัญหาของเขาเองหรือว่าสังคมกำลังบ่มความหวาดกลัวบางอย่างให้พวกเขา
ผมว่าเด็กพวกที่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร จริงๆ แล้วก็ใช้ชีวิตตามคะแนนสอบไปเรื่อยๆ มันน่าห่วงกว่าเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนในห้องแต่มันมีสิ่งที่ชอบที่อยากทำอยู่นอกห้องนะ จะว่าไปไอ้การที่เด็กหาตัวเองไม่เจอเนี่ยมันต้องมาจากพ่อแม่ส่วนหนึ่งแน่ๆ ก็พ่อแม่เล่นหาให้ตลอด ต้องไปเรียนบัลเลต์ ต้องไปเรียนเปียโน เทนนิส ถ้าเรียนเก่งต้องเข้าสายวิทย์เท่านั้น อะไรก็ว่าไป มันไม่เคยได้ตัดสินใจเลือกทำอะไรด้วยตัวเอง
สำหรับคนให้การศึกษา ผมก็พยายามที่จะปล่อยวางน่ะครับ หน้าที่เราไม่ใช่ไปหมกมุ่นว่าเด็กทุกคนจะต้องค้นพบตัวเองให้ได้ทั้งหมดตั้งแต่วัยมัธยม แต่อย่าละเลยโอกาสที่จะเข้าไปสนับสนุนและให้ความมั่นใจกับมันให้เต็มที่ ถ้ามันสนุกกับวิทย์แล้วอยากเรียนด้านนี้ต่อ แต่พ่อแม่ไม่ให้เรียน ไม่มั่นใจ กรณีนี้เราต้องรีบฉุดมันขึ้นรถแล้วพาไปเลี้ยงข้าวทันที ระหว่างกินก็นั่งเล็กเชอร์ให้มันฟังไปด้วยว่า พ่อแม่เจ้าจะไปเข้าใจได้ไงว่าเรียนวิทย์มันมีดีไม่ดีอย่างไร มานี่ เดี๋ยวข้าจะพาไปทัวร์ให้ดูเอง เจ้าจะได้ตัดสินใจได้ ว่าแล้วก็พาไปเที่ยวนู่นเที่ยวนี่ต่อ แนะนำให้ดูผลงานวิจัยล่าสุดที่เจ๋งๆ พาไปมหา’ลัย ไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง แนะนำหนังสือ แนะนำข่าวให้ไปอ่านอะไรก็แล้วแต่

ช่วงที่คุณเริ่มรู้ว่าสนใจในเรื่องของธรรมชาติ เรื่องวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นคุณก็ได้ทุนเรียนจนกระทั่งปริญญาเอก คำถามคือคุณทำมันมาทั้งหมดด้วยความตั้งใจที่จะได้เกรดดีแล้วอยู่ในทุนต่อ หรือมันเป็นอัตโนมัติของกระบวนการความอยากเรียนอยากรู้?
มันเป็นอย่างหลังมากกว่า ผมไม่ค่อยได้สนใจเรื่องเกรด จะว่าไปมันก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่หรอกนะ คือในบรรดานักเรียนทุนด้วยกัน มีคนที่เรียนเก่งกว่าผมเยอะมาก อย่างจบตรีมาเกรดผมก็เกือบๆ สาม ไม่ถึงสามด้วยซ้ำ แต่ว่าโดยความชอบเราไม่แพ้ใครไง แต่อาจจะบกพร่องในความขยัน อย่างคลาสไหนที่เจออาจารย์สอนน่าเบื่อเราก็จะนั่งอ่านการ์ตูนหลังห้องแล้วถึงเวลาเราค่อยไปอ่านเอาเอง แต่ด้วยความชอบนี่ล่ะที่ทำให้กระตือรือร้นที่จะหาอ่านหาความรู้ด้วยตัวเองมาตลอด และไอ้ตรงนี้มันก็เซฟเราไว้เพราะจริงๆ ไม่ใช่เด็กขยันเลย แล้วทุกครั้งที่บอกว่าเป็นนักเรียนทุนนี่คนก็จะถามว่าต้องใช้ทุนคืนกี่ปี ไอ้เราก็แบบไม่รู้สึกว่าต้องเป็นการใช้ทุนหนักหนา เพราะมันเป็นงานที่เราอยากทำแล้วเค้าหาให้เท่านั้นเอง

นั่นคือการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย?
ใช่ บางคนก็จะบอกว่าต้องเป็นอาจารย์ตั้ง 10 ปีเลยเหรอ ต้องใช้ทุน 10 ปีเลยเหรอ แต่เราก็รู้สึกว่าต่อให้เราไม่ได้เป็นนักเรียนทุนเราก็อยากจะเป็นอาจารย์อยู่แล้ว ผมว่าผมเป็นนักเรียนในอุดมคติของทุนนี้เลยนะ (หัวเราะ) คือไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นกับเงื่อนไข เพียงแต่มันขาดตรงที่ความเป็นคนค่อนข้างเหลวไหล ยังขาดความรับผิดชอบ ซึ่งมันก็กลับมาทำร้ายเราเหมือนกันนะ อย่างเพื่อนๆ ที่ไปทุนพร้อมๆ กันเค้าก็ตั้งใจเรียนตั้งใจทำงาน หมายถึงงานวิจัยน่ะ ผมก็เรียนๆ เล่นๆ เป็นส่วนใหญ่ กลายเป็นว่าเกรดออกมาไม่ดีเท่าไหร่ ไปสมัครโทต่อที่อเมริกาก็ไม่ติด เลยต้องกลับมาเรียนต่อเมืองไทย เพราะเค้าไม่ให้อยู่ว่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้เครดิตทางวิชาการของเราลดลงในแง่ที่ว่าเพื่อนๆ เค้าจบดอกเตอร์เมืองนอกกันโว้ย แต่กูถูกส่งกลับมาเมืองไทย แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าในช่วงผ่านมาที่ผมกลับจากเมืองนอกแล้วมาอยู่เมืองไทย 6-7 ปี มันมันส์กว่าอยู่เมืองนอกเยอะเลย แล้วเราก็รู้สึกว่าบางทีมันอาจจะไม่ใช่การลงโทษจากพระเจ้าก็ได้ว่ะ อาจจะเป็นรางวัลก็ได้นะ ถ้าผมไม่ได้กลับเมืองไทย ผมก็ไม่ได้สอนหนังสือ ไม่ได้เจอพวกเด็กๆ น่ารักทั้งหลาย ถ้าไม่ได้สอนหนังสือก็ไม่ได้เขียนโลกนี้มันช่างยีสต์ ถ้าไม่ได้เขียนโลกนี้มันช่างยีสต์ก็ไม่ได้เขียน Mimic เพราะว่าคนที่ชวนให้มาเขียน Mimic เค้าชอบมาจากโลกนี้มันช่างยีสต์ แล้วคงไม่ได้มาเขียนโลกจิต ชีวิตมันก็พลิกผันไปได้อย่างน่าสนใจดี

แล้วคุณคาดว่าสไตล์การสอนของคุณในระดับมหา’ลัยจะยีสต์เท่าเดิมไหม
ก็คงเหมือนเดิมแหละ แค่ขนาดนมของเด็กที่สอนอาจจะใหญ่ขึ้น อาจจะทำให้เสียสมาธิได้ง่ายขึ้น อืมม... ล้อเล่นนะ ในระดับมหา’ลัยผมว่าคงคาดหวังกับเด็กในทางวิชาการอย่างซีเรียสมากกว่าสอนมัธยม แต่ลีลากวนๆ บ้าๆ บอๆ คงเหมือนเดิม เผลอๆ อาจจะมากขึ้น แล้วก็สมัยก่อน เวลาสอนเราก็สอนอย่างเต็มที่ที่สุด แต่เลิกเรียนก็จะพาเด็กขึ้นรถไปสยามฯ คือเป็นเพื่อนกันเลย ไปไหนก็ขับไปส่ง กินข้าวด้วยกันตอนเย็น มีอะไรก็โทรคุยกัน แชตกันทางเน็ต ตั้งแต่เรื่องการบ้านจนถึงเรื่องอกหัก เรื่องทะเลาะกับพ่อแม่ ตอนสอนมหา’ลัย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะสร้างมิตรภาพให้ได้แบบนั้นเหมือนกันนะ

แต่สังคมมหา’ลัยมันก็มีระดับความอิสระของเด็กที่มากขึ้น คุณไม่กลัวว่ามันจะเลยเถิดหรือ
พูดง่ายๆ ว่าถ้ามนุษย์คนหนึ่งมาเจอกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง ถ้าเราลืมๆ ไปซะว่านี่คืออาจารย์นะนี่คือนักเรียนนะ มันอาจจะมีคนจำนวนหนึ่งล่ะที่เราสามารถสื่อกับเค้าได้ในฐานะหรือระดับเดียวกัน เป็นคนเหมือนกัน เป็นเพื่อนกัน บางทีผมก็อยากเรียนรู้อะไรจากเด็กๆ บ้าง บางทีก็อยากให้เค้าได้จากเรามากกว่าแค่ความรู้ทางวิทย์ อันนี้มันก็แล้วแต่คนนะ ผมไม่ได้มาบอกว่าอาจารย์ทุกคนควรจะมาสนิทกับเด็กอะไรแบบนี้ แต่ละคนคงมีสไตล์ของตัวเอง แต่ผมชอบศึกษาคนน่ะ เจอใครก็อยากจะรู้จักเค้า ไม่ใช่แบบว่าสอนๆ เค้าแล้วก็แยกย้ายจากกันไป เราอยากรู้จักเค้าว่าเค้าเป็นใครมาจากไหน มีความฝันอะไร คิดอะไร ชอบอะไร อาจจะเป็นเพราะชีวิตมันเหงาด้วยมั้ง เจอใครก็อยากจะเป็นเพื่อนกับเค้า อย่างตอนกลับจากเมืองนอกใหม่ๆ ชีวิตช่วงนั้นเหงามาก ทะเลาะกับที่บ้านด้วย

ทะเลาะเรื่องอะไร
ทุกครั้งที่แม่หรือพ่อเห็นภาพเรานั่งทำอะไรอยู่ในห้อง จะมองเห็นว่ามันเป็นความล้มเหลว จะแบบว่าดูซิในขณะที่เจ้านั่งเล่นอะไรก็ไม่รู้ เพื่อนๆ เค้าเรียนต่ออยู่ที่อเมริกา จะถูกมองว่ามันเป็นความล้มเหลว เกิดเป็นบรรยากาศมาคุในบ้าน เจอหน้ากันจะมีการขุดคุ้ยเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา แล้วก็มีความเครียดในหลายๆ ด้าน แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่พ่อกับแม่แยกกันอยู่ใหม่ๆ ช่วงนั้นมันเป็นวัยเปลี่ยนของทุกๆ คนด้วย อย่างของผมก็เป็นช่วงที่จบปริญญาตรีแล้วจะทำยังไงกับชีวิตต่อวะ พ่อกับแม่ก็เป็นช่วงที่เรียกว่าวิกฤตวัยกลางคนใช่มั้ย (หัวเราะ) อะไรอย่างนั้นน่ะ เครียดกันไปทั้งบ้าน สุดท้ายก็ตัดสินใจไปอยู่เอง ก็ยิ่งเปลี่ยวเหงาเข้าไปใหญ่ เพราะเพื่อนๆ ที่รู้จักกันก็อยู่เมืองนอกหมด แล้วช่วงมัธยมผมจะอยู่ห้องเด็กเรียนเก่ง มันก็จะสลับกันกลายเป็นว่าตอนเราไปตรีเราก็ไปเมืองนอกคนเดียว พอจะต่อโทเพื่อนๆ ก็ไปเมืองนอกเรากลับมา มันสวนทางกัน ช่วงนั้นเลยได้พวกนักเรียนที่สอนนั่นแหละเป็นเพื่อน บางวันอยู่เล่นบาสกับเด็กจนเย็น พอพ่อมันมารับกลับ เราก็นั่งมองตาละห้อย (หัวเราะ) แล้วก็เหมือนได้ใช้ชีวิตย้อนหลังนิดหนึ่งด้วย อะไรก็ตามที่เราไม่เคยได้ทำตอนเรียนมัธยม อย่างคาราโอเกะ MSN ไดอารี่ออนไลน์อะไร สมัยนั้นยังไม่มีเลย ผมก็ได้ลองเล่นกับเด็กสมัยนี้แทน เหมือนได้กลับเป็นเด็กอีกรอบ

เคยมีพฤติกรรมหรือเรื่องราวของเด็กๆ ที่สะเทือนใจคุณบ้างมั้ย
มันมีหลายอารมณ์เหมือนกันนะ มีอารมณ์ประมาณว่า เฮ้ย กูพยายามทุ่มเทสอนชีวฯ แต่จะมีสักกี่คนที่เราสามารถจะจุดประกายให้เค้าได้จริงๆ ให้เค้าเกิดความมั่นใจในเส้นทางของชีวิตได้จริงๆ บางครั้งเรารู้สึกว่ากูตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเปล่าวะ มันจะมีบางโมเมนต์ที่แบบว่ากูบ้าอยู่คนเดียวหรือเปล่า แต่ความรู้สึกพวกนี้มันมาแล้วมันก็ไป ทุกวันนี้มีเด็กที่เลือกเรียนวิทย์เพราะเราอยู่ แล้วยังโทรมาหาเราอยู่ อย่างเรียนเสร็จโทรมาหาเราว่า ‘วันนี้เพิ่งเรียนเรื่องนี้เหมือนชีตที่พี่แทนแจกเลย’ เออก็ดี

จากความตั้งใจ ทุ่มเทของคุณในรั้วโรงเรียน เมื่อมองกลับไปคุณคิดว่ามันเป็นความสำเร็จหรือล้มเหลว โดยเฉพาะเมื่อคุณโดนปฏิเสธจากระบบของที่นั่น
ผมว่าไม่ถึงกับสำเร็จ แต่ก็ไม่ถึงกับล้มเหลว ส่วนไหนที่เราทำได้เราก็ต้องมองตรงนั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้เรา ไอ้ส่วนที่มันไม่สำเร็จ ต้องกลับมาดูว่าเราทำเต็มที่หรือยังวะ ถ้าเต็มที่แล้วมันไม่สำเร็จก็ต้องปล่อยวางแล้วล่ะ มันอาจจะเป็นวิถีของธรรมชาติที่เราไปแก้อะไรไม่ได้ก็เป็นได้ แล้วความล้มเหลวอะไรก็ตาม มันไม่ถึงตายหรอก เราต้องรู้จักปล่อยวางกับชีวิต แต่ถ้าเกิดเรากลับมาย้อนทบทวนแล้วเพิ่งนึกออกว่า เฮ้ย ตอนนั้นเรายังไม่ได้ลองทำแบบนั้นแบบนี้ เราก็สามารถเอามาเป็นแรงผลักดัน ชีวิตมันยังไม่จบ
ส่วนเรื่องถูกปฏิเสธ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้มีอะไรแอนตี้กรอบระบบ หรือคนที่ทำอะไรไม่เหมือนผมนะ เรื่องบางเรื่อง ต่อให้ทำด้วยสไตล์แบบไหน มันก็ไม่เป็นไรหรอก ตราบใดที่แก่นของจุดประสงค์ยังคงบรรลุอยู่ เช่น คุณต้องการให้เด็กได้ความรู้ ขอแค่บรรลุตรงนั้นน่ะ ที่เหลือมันเป็นครีมโรยหน้าไง ไม่ว่าคุณจะสอนแบบดุๆ เด็กขยับตัวไม่ได้เลยก็เป็นวิธีของคุณไป หรือจะสอนแบบผมที่ทำตัวเป็นกันเองกับเด็กให้เด็กกล้าซักถามกล้าเตะตูด อันนั้นก็น่าจะได้เหมือนกันมิใช่หรือ แต่ในความเป็นจริง บางครั้งมันก็ไม่ยุติธรรมตรงที่ว่า สมมุติคนอย่างผมมีความตั้งใจจริง หน้าที่หลักเราก็ทำได้ดีนะ ที่เหลือมันก็เป็นกิ่งก้านสาขาแปลกๆ บ้าๆ บอๆ มันเป็นสไตล์ของเรา กลับโดนให้ออกมา ในขณะที่บางคนทำถูกต้องทุกอย่าง หวีผมแปล้ผูกไทมาสอน แต่เอาเข้าจริงๆ เด็กเรียนคลาสเค้าไม่รู้เรื่อง คนพวกนี้กลับได้อยู่ในโรงเรียนต่อไป ผมรู้สึกว่ามันเป็นอยุติธรรมที่เกิดขึ้นเพราะช่องว่างของวิธีคิดแบบไม่ยืดหยุ่น มองแต่เปลือก ไม่เห็นแก่น

ความรู้สึกหลังจากที่ออกมาจากที่นั่นเป็นไงบ้าง
มันก็ฮาดีนะ (หัวเราะ) คือตอนนี้มันเป็นเรื่องขำขันไปแล้วไง แต่ช่วงนั้นเศร้าหน่อย เพราะเรารู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราไม่ได้ไปหยาบคาย เราพยายามจะอธิบายตัวเองอย่างสุภาพ แล้วการที่ได้ออกช่วงนั้น ผมออกหนังสือ (โลกนี้มันช่างยีสต์) แล้วเอาเรื่องในโรงเรียนไปเล่า สนิทกับเด็กอย่างโน้นอย่างนี้ เอาข้อสอบแปลกๆ บ้าๆ บอๆ ไปลงบ้าง เค้าก็ไม่ค่อยพอใจ
ก็มีซึ้งเหมือนกันนะ เด็กๆ ก็รวบรวมรายชื่อประท้วงกัน แล้ววันที่ผมขึ้นไปคุยอะไรสักอย่างกับทางการเนี่ย พอลงมาจากบันไดก็เห็นนักเรียนทั้งห้องมานั่งรออยู่ตีนบันไดแล้วก็เรียกให้ผมมานั่งตรงกลางวง แต่ละคนก็พูดความซึ้งใจที่มีต่อพี่แทน มันซึ้งน่ะ คือต่อให้เราจะไม่ถูกใจใครก็แล้วแต่ แต่เราได้ใจเด็กน่ะ แล้วมันก็สำคัญที่สุด มันมีค่าที่สุดแล้วสำหรับเรา แล้วจากความโกรธแค้นว่าโรงเรียนทำไมทำอย่างนี้เนี่ย หนึ่งคือหลักการที่บอกว่าการเป็นครูแบบนี้มันผิดกับวิธีการที่ไล่เราออกมันน่าเกลียด ตอนแรกมีความแค้นกับสองเรื่องนี้ อีกเรื่องก็คือแล้วกูตั้งใจและสัญญากับเด็กพวกนี้ว่าจะเข็นเค้าให้ไปตลอดรอดฝั่ง แล้วอยู่ๆ มาตัดโอกาสกันอย่างนี้ ก็ไม่พอใจตรงนี้ แต่พอจากโกรธจากแค้นเป็นเศร้าแล้วมาเป็นซึ้งเพราะพวกเด็กๆ ต่อมาเราก็รู้สึกว่าไม่เป็นไรว่ะ มันเป็นเพียงแค่จุดจบของจุดเริ่มต้น เป็นเพียงแค่บทบาทของเราในตรงนั้นน่ะ มันก็ดีมากแล้วที่เราได้ไปอยู่ตรงนั้นมาตั้ง 3 ปี ถึงวันนี้มันจบลงไม่สวยงามนัก แต่ว่ามันก็เป็นความทรงจำที่ดี แล้วเราก็พร้อมจะเขียนไดอารี่หน้าใหม่ให้ชีวิตเราต่อไป แล้วปรากฏว่าพอทำใจได้มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นน่ะ เพราะเดินออกมาปุ๊บมันก็ตรงกับช่วงที่ว่าเราต้องการเวลาในการทำวิจัยของเราให้จบด้วย

คุณเคยบอกว่าศาสนาของคุณคือวิทยาศาสตร์ อยากให้อธิบายคำนี้หน่อย
ผมว่าจะถอนคำพูดนั้นแล้วล่ะ เพราะมานั่งนึกๆ ดู ศาสนากับวิทยาศาสตร์มันโคตรต่างกันเลยว่ะ ไอ้คำพูดที่ผมเคยบอกว่าศาสนาของผมคือวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นผมหมายถึงว่าคนที่ไปเข้าโบสถ์หรือเข้าวัดเนี่ย มันจะเกิดความรู้สึกอินในอะไรบางอย่างขึ้นมา เหมือนกับเราคอนเน็กต์ในพลังอำนาจที่เหนือกว่าเราขึ้นไป เวลาเรานั่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วเห็นดาวซึ่งเรารู้ว่านั่นคือกลุ่มก๊าซที่กำลังลุกไหม้อยู่ห่างไกลออกไป คือภาพที่เราเห็นเป็นภาพในอดีตน่ะ กว่ามันจะเดินทางมาถึงตาเรา สิ่งที่มันเกิดขึ้น ณ ตาเราตอนนี้มันเกิดขึ้นมาไม่รู้กี่ร้อยล้านปีแล้ว กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ แล้วอณูอะตอมที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวเรานี้ จะว่าไปเมื่อก่อนมันก็เคยอยู่ในดวงดาวแบบนั้นมาก่อน มันเกิดความรู้สึกเหมือนได้เห็นอะไรที่มันยิ่งใหญ่ เหมือนเราศึกษาเรื่องชีวิต ชีววิทยาอย่างนี้เราก็ได้เข้าใจว่าทั้งหมดแม่งเชื่อมโยงถึงกันหมดเลยว่ะ อย่างคนกับกล้วย เราก็นึกว่าคนก็คนกล้วยก็ต้นไม้จะมีอะไรเกี่ยวกัน แต่ถ้าไปดูในดีเอ็นเอ จะพบว่าดีเอ็นเอในคนกับกล้วยมีตัวที่เขียนเหมือนกันเป๊ะๆ เกือบ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เป็นหลักฐานบ่งบอกว่าเราเคยมีทวดของทวดของทวดๆๆๆ ร่วมกัน เป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่กล้วย แล้วก็ไม่ใช่คนด้วย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นตอของทั้งสรรพพืชและสรรพสัตว์ เราต่างเป็นหลานของเหลนๆๆๆๆๆ ของไอ้ตัวในอดีตนั้น พอรู้แล้วมันทำให้รู้สึกว่าทุกชีวิตมันเชื่อมโยงกันไปหมดจริงๆ

นี่หรือเปล่าที่คุณเรียกว่าอารมณ์โรแมนติก?
ประมาณอย่างนั้น ถ้าเราศึกษาชีววิทยาระดับโมเลกุล เรื่องอะไรที่มันเล็กลงไปจนมองไม่เห็น เราก็จะรู้ว่าร่างกายของเราเป็นโรงงานเป็นเครื่องจักรอะไรสักอย่างที่มันรันไปของมันเอง เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ข้างในเราทำอะไรอยู่ แล้วสุดท้ายถ้ามันแตกสลายไปมันก็กลายเป็นเศษวัสดุที่ต่อไปเดี๋ยวก็ประกอบสร้างเป็นอย่างอื่นขึ้นมา แล้วทุกวันนี้เราเป็นคนเดิมกันกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่รู้ตั้งแต่เราเกิดมา ความจริงคือตัววัตถุดิบที่สร้างเป็นตัวเรามันเปลี่ยนใหม่อยู่ตลอดเวลา เราไม่ใช่คนเดิมเลย อย่างคำพูดที่เค้าบอกว่าคุณไม่มีทางเดินลงไปในแม่น้ำสายเดิมได้สองครั้งซ้ำกัน เพราะทุกครั้งที่คุณเหยียบลงไป เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปมวลน้ำในนั้นก็ไม่ใช่มวลเดิมแล้ว มันเป็นแม่น้ำคนละสายกันแล้ว ซึ่งเราเห็นว่าเป็นแม่น้ำสายเดิมอยู่นั่นคือมายาภาพ ก็เหมือนที่เรารู้สึกว่าเราเคยเป็นเด็กชายแทนไทมาก่อน มันเป็นเรื่องราวที่สมองเราสร้างให้เราเชื่อว่าเรามีตัวตนต่อเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งที่ความจริงตัวตนของเราก็แตก-ดับอยู่ทุกๆ วินาที ยิ่งศึกษาวิทยาศาสตร์มันก็ยิ่งได้เข้าหาความลึกซึ้งอะไรพวกนี้ ซึ่งผมว่ามันก็เทียบเท่ากับความอินของคนที่ศึกษาพระธรรมได้เหมือนกัน เผลอๆ เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่ใช้ภาษาบรรยายคนละภาษาเท่านั้นเอง

ฟังเรื่องนี้แล้วนึกถึงอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
อะไรอย่างนั้น ผ่านพบไม่ผูกพัน (หัวเราะ)

/-/-/-/-/-/-/-/-/-/////////////////////

IMG_1516.jpg
 3 Comments 
IMG_1551.jpg
 1 Comment 
IMG_1536.jpg
  
เปิด.jpg
  
IMG_1556.jpg
 1 Comment 


19 CommentsChronological   Reverse   Threaded
aontjun wrote on Dec 24, '07
เป้นผู้ชายที่หน้าสนใจจริง ๆ ครับ


ตามอ่านมาตั้งแต่ใน blog แล้วครับ
nathapong wrote on Dec 24, '07
ช่างยีสต์จริงๆๆๆ
beeutifuu wrote on Dec 24, '07
เก่งเนอะ ผู้ชายคนนี้


yokeeplayboys wrote on Dec 24, '07
โห มาเป็นบทสัมภาษณ์เลยวุ้ย
aloneiiinroom wrote on Dec 24, '07
โอออออ
drunkenmoon wrote on Dec 24, '07
พี่ชิตนี่สั่งนายแบบนางแบบทุกคนได้จริง ๆ เอ้อ ..
ดูสิ .. ให้ทำอะไรก็ทำ .. ฮ่าฮ่าฮ่า :D
nightbird2524 wrote on Dec 25, '07
เพิ่งเคยเห็นหน้าแฮะ
maewmaah wrote on Dec 25, '07
มีให้อ่านด้วย ดีวุ้ย หนังสงหนังสือไม่ต้องอุดหนุนกันพอดี
fotomatik wrote on Dec 27, '07
แนวจิงๆผู้ชายคนนี้
tangkwaaa wrote on Dec 29, '07
เพิ่งรู้เลยนะเนี่ย ว่าปลาหมึกมันผสมพันธุ์กันแบบนี้ ;p

อ.แทนไทเจ๋งดีนะเนี่ย!!
navv wrote on Dec 29, '07
ว้าว...
omthong wrote on Jan 9
รุ่นพี่ผม ประธานนักเรียนผมมมม 55555
kareerul wrote on Jan 16
น่าสนใจ...จริงๆด้วย
สนใจเรื่องการผสมพันธุ์...
saleela wrote on Jan 31
ชอบ...สีเนทไท
starmodels wrote on Mar 25
สุดยอด
thongkam wrote on Mar 26

555 ชอบค่ะๆ ผมทรงนี้ทำที่ร้านไหนคะเนี้ย
thongkam wrote on Mar 26

เคราเขียวขนาดนี้ ต้องโกนมั่งแว้วว ค่ะเนี้ย ^_^
iammacman wrote on May 29
หน้าตาเรียบร้อยมาก บ้าดี ชอบ!!
chimneyandfireplace wrote on Sep 4
โอ้วววววววววววววววววววววววววววววว ตอนนี้กำลังอ่าน "โลกจิต" อยู่ค๊าบบ
กำลัง ปลื้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อ.แทนไท อย่างรุนแรงเลยค๊าบๆๆ
>
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help