ชื่อเรื่อง : โก๋หลังบาร์
เรื่อง : วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์ / ภาพ : อนุชิต นิ่มตลุง
คาดิลแลคสีแดงปี 1965 จอดอย่างสงบริมถนนพระอาทิตย์ ผมนั่งมองรูปทรงคลาสสิกแนวมะกันๆ ของมันเคล้าเสียงเพลง It’s now or never ของเอลวิส เพรสลีย์ จากร้านเหล้าฝั่งตรงข้ามที่ชื่อ ‘รวยรินกลิ่นชีวา’ เกล็ดน้ำแข็งสีเขียวกลิ่นครีมโซดาในเหยือกพร่องลงไปกว่าครึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกล็ดน้ำแข็งสีแดงกลิ่นลิ้นจี่ได้ทยอยหมดไปแล้ว เหล้าปั่นที่ผมดื่มอยู่นี้มีส่วนผสมของเหล้าไทยในอัตราส่วนครึ่งแบนเป็นเหล้าหลักผสมกับสูตรเฉพาะและเปิดเผยไม่ได้ของชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ ชายหนุ่มที่ยืนทำงานจุกจิกอยู่หลังบาร์ นานๆ ทียกแก้วน้ำประจำตัวขึ้นจิบ ว่ากันว่าหากพูดถึงเหล้าปั่นต้องนึกถึง ‘รวยรินกลิ่นชีวา’ เพราะบ้านไม้สองชั้นริมถนนพระอาทิตย์หลังนี้เปิดบริการมาเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว รวมกับช่วงเวลา 8 เดือนแห่งการบุกเบิก ‘รวยรินกลิ่นชีวา’ ในยุคที่ปั่นค็อกเทลขายกันข้างถนนพระอาทิตย์ (หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย สาขาถนนพระอาทิตย์ ประมาณปีพ.ศ.2543) ในช่วงแรกเริ่มเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว ชีวาทำบาร์ขายค็อกเทลข้างถนน มีโต๊ะแปดตัว มีรถ Ford Theme ยุค 60’s คันเล็กๆ จอดเทียบหน้าร้านไว้ให้บางวันที่ลูกค้าแน่นมากมานั่งกินเหล้าบนกระโปรงรถ ชีวาเป็นบาร์เทนเดอร์ ชีวาเป็นดีเจ ชีวาเป็นแคชเชียร์ หลังร้านของชีวาคือหน้าร้านที่ปิดแล้วของลุงโส่ย เขาจะนำฉากรูปต่างๆ มาผลัดเปลี่ยนเป็นฉากหลังโรงละคร ที่ชีวาบอกว่ามีตัวเขาเองเป็นนักแสดงหลัก ส่วนลูกค้าเป็นนักแสดงประกอบ ไม่ใช่น้อย...สำหรับลูกบ้าช่วงวัยรุ่นของชีวา หลังจากที่สังเกตพฤติกรรมคนดื่ม เขาพบว่าคนไทยดื่มเหล้าเป็นขวดซึ่งต่างจากฝรั่งที่ดื่มเป็นแก้ว จากนั้นเขาจึงคิดสูตรลดต้นทุนโดยใช้เหล้าไทยผสมเพื่อขายเหยือกละ 110 บาท โดยเรียกเหล้าปั่นนี้ว่า ‘Big Cocktail’ แต่ที่มีการเรียกว่าเหล้าปั่นน่าจะมาจากรากการผสมที่คล้ายการทำค็อกเทล เพียงแต่เหล้าปั่นขายเป็นเหยือกและมีราคาถูกกว่าค็อกเทล เพราะเหล้าปั่นที่ขายในบ้านเราส่วนใหญ่ใช้เหล้าไทย บรรดาแม่โขง แสงโสม และหงส์ทอง ต่างเป็นเหล้าที่จัดในประเภทของรัม (Rum) ซึ่งเหมาะกับการทำเหล้าปั่นและค็อกเทล ส่วนผสมหลักๆ ในการผสมค็อกเทลและเหล้าปั่นได้แก่ ว้อดก้า จิน รัม ผสมกับน้ำผลไม้สด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีรสต่างๆ ตามสูตรที่ต้องการ ว่าแล้วชีวาก็เดินมาพร้อมกับเกล็ดน้ำแข็งสีม่วงบลูเบอรี่ปริ่มเหยือก ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังนี้อวลไปด้วยกลิ่นหอมของยุคสมัยที่ได้หยุดนิ่งไปแล้ว แน่นอนว่าชีวาเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลกลิ่นหอมนั้น ทุกอย่างภายในร้านถูกฟรีซแช่ไว้ให้อยู่ระหว่างยุค 50’s - 70’s ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง ‘รวยรินกลิ่นชีวา’ เปิดเฉพาะในสามยุคนี้ แต่หากอยากฟังเพลงสมัยปัจจุบัน ชีวาแนะนำว่าเปลี่ยนร้านเถอะ! เรื่องเสื้อผ้าหรือทรงผม ชีวาจัดอยู่ในประเภทจิ๊กโก๋ยุคถนนสิบสามห้าง แม้แต่รถก็ขับรถเก่า ฉายา ‘จิ๊กโก๋ปีลึก’ ทางภาษาคนเล่นรถเก่า ปีลึกหมายถึงปีของรถที่เก่าลึกลงไปเรื่อยๆ และคาดิลแลคสีแดงปี 1965 ที่ผมนั่งมองอย่างหลงใหลไปเมื่อครู่นั้นเป็นหนึ่งในรถเจ็ดคันที่มักสลับมาจอดนอนริมถนนพระอาทิตย์ยามค่ำอย่างที่เจ้าคาดิลแลคสีแดงคันนี้นอนหมอบอยู่ ชีวาเริ่มทำงานเพื่อหาเงินตั้งแต่เรียนชั้นประถม ทำทุกอย่างที่สามารถแลกแรงงานเปลี่ยนเป็นเงินได้ เพราะฐานะที่บ้านไม่สามารถเอื้อให้จับจ่ายได้เหมือนเพื่อนคนอื่น ล้างจาน เสิร์ฟบะหมี่เกี๊ยว ขายหมูปิ้ง เปาะเปี๊ยะสด กวยจั๊บ ช่วงวัยรุ่นจับพลัดจับผลูไปทำงานกับผู้รับเหมาก่อสร้าง และคิดเพิ่มศักยภาพตัวเองด้วยการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนวิศวะ แต่ด้วยความมั่นใจในประสบการณ์ของตัวเองจนละเลยหลักทฤษฎีในชั้นเรียนจึงทำให้เรียนไม่จบ และไปไม่ถึงที่ทางของวิศวกร ไม่ว่าจะเป็นกางเกงลีวายส์ ดูหนัง ฟังเพลง กินเหล้า ฯลฯ ชีวาใช้เงินที่ตัวเองหาได้ทั้งหมด หาเงินได้ เพียงแต่ไม่มีการรับรองควอลิตี้จากกระทรวงศึกษาธิการ มีเพียงใบจบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จากการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เป็นการันตี หลังจากนั้นชีวาได้งานบาร์เทนเดอร์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาได้สัมผัสศาสตร์ของการผสมเหล้า แต่ด้วยบุคลิกโก๋ๆ ของเขาที่ไม่เหมาะกับงานในองค์กรใหญ่ ชีวาออกมาจากที่นั่นหลังคลุกอยู่กับเหล้ากว่า 1 ปี ก็เพราะบุคลิกโก๋ๆ ของเขาอีกนั่นแหละที่ทำให้มีคนชวนไปอยู่ผับและทำให้เขารู้ช่องทางการเข้าถึงแหล่งเหล้า การเข้าหาเซลส์ เพราะมีหน้าที่เอนเตอร์เทนชาวต่างชาติด้วยการจัดปาร์ตี้! ปาร์ตี้ที่ว่า… ผู้หญิง เหล้า เมา สุข เป็นแบบฝึกหัดในการจัดออร์แกไนซ์ที่ดีสำหรับเขา ผลตอบแทนดี เพราะฝรั่งให้กันเป็นดอลล์ แต่ไม่มีความแน่นอน นาทีนั้นชีวาเล่าว่าเขาต้องการมีมุมเป็นของตัวเอง และมุมที่ว่านั้นก็อยู่ในบ้านไม้สองชั้นหลังนี้
เวลาผ่านไปพร้อมกับเรื่องเล่า... ธาตุไฟภายในของผมอาจจะไม่ถูกจริตกับเหล้าหวาน รู้สึกมึนๆ เมื่อบลูเบอรี่พร่องไปครึ่งเหยือก “มีคนบอกว่าเหล้าปั่นเป็นเหล้าของผู้หญิง?” ผมตะโกนแข่งกับเสียงเพลง I walk the line ของจอห์นนี แคช ไปยังชีวาที่ยืนอยู่หลังบาร์ “มันหวานไงฮะ” เขาส่งคำตอบพร้อมรอยยิ้มมาจากหลังบาร์ “อย่างคุณดื่มสปายแล้วคุณบอกไม่เมา... ผมว่าไม่ใช่หรอก คุณลองเอาสปายมาวางตรงหน้าหลายๆ ขวดแล้วกินเร็วๆ ดิ เมานะ ฉะนั้นสปายหรือค็อกเทลไม่ใช่เหล้าผู้หญิง มันเป็นเหล้าทั่วไปนี่แหละ แล้วแต่ว่าเราถนัดดื่มยังไง แบบไหน คนดื่มเร็ว...แม่งเมาหมด” คำตอบของเขาฟังกวนๆ แต่เป็นความกวนที่เต็มไปด้วยความจริง เหมือนตอนที่เข้าไปติดต่อขอสัมภาษณ์เขาเมื่อบ่ายวันหนึ่ง ชีวาอึกอักอยู่พักหนึ่งหลังจากฟังความต้องการของผมแล้วบอกว่า “จะไหวเหรอ” พลางขยับแว่นตาดำให้เข้าที่ “พูดตรงๆ เราก็จิ๊กโก๋ธรรมดาคนหนึ่ง จะมีเรื่องอะไรให้สัมภาษณ์มากขนาดนั้น” เป็นคำตอบที่ฟังกวนๆ แต่น้ำเสียงของเขาวิตกจริง เกือบสี่ทุ่มแล้ว คาดิลแลคสีแดงปี 1965 ยังจอดริมถนนพระอาทิตย์ที่เดิม รถราเริ่มบางตา ผมรู้สึกเหมือนโดนถ่วงด้วยของหนัก ความเมาในร่างกายสำแดงฤทธิ์เดชของมันมากขึ้นทุกครั้งที่ลุกไปเข้าห้องน้ำ (ข้อควรระวังในการดื่มเหล้าปั่นคืออย่าลุกบ่อย) เสียงร้องชัดถ้อยชัดคำของจอห์น เลนนอน ในความเมาท่อนหนึ่งพอจำความได้ว่า When the night has come And the land is dark And the moon is the only light we see No I won’t be afraid No I won’t be afraid Just as long as you stand, stand by me And darling, darling stand by me Oh, now, now, stand by me Oh, stand by me, stand by me, stand by me… “จอห์น เลนนอน ก็มีชีวิตในด้านมืด แต่เค้าก็ยังมีมุมที่แม่งสร้างสรรค์” ชีวากล่าวถึงจอห์น เลนนอนหลังจากที่เราพูดคุยถึงการเดินทางของชีวิตคนคนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเคยมีทั้งมุมมืดและมุมสว่างกว่าจะเดินทางมาถึงวันหนึ่งแห่งชีวิต ชีวาถามว่า “รู้มั้ยว่าหมายถึงอะไร?” พลางชี้ไปที่ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ‘BAD EXAMPLE’ บนหน้าอกเสื้อที่เขาสวมใส่ ผมส่ายหน้าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์รสหวานในเหยือกเริ่มทำให้ขี้เกียจคิดและหาเหตุผล “มันหมายความว่า ตัว-อย่าง-ที่-ไม่-ดี” ชีวาตอบช้าฟังชัดทุกคำ และย้ำว่าเขาปักคำคำนี้ไว้ที่เสื้อทุกตัว ผมไม่เห็นด้วยหากจะบอกว่าชีวิตทั้งชีวิตของชีวาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและไม่มีส่วนไหนที่คนอื่นๆ สามารถหยิบจับไปครุ่นคิดหรือใช้ประโยชน์ได้บ้างเลย เพราะชีวิตบางมุมของจอห์น เลนนอนก็แปะป้าย ‘BAD EXAMPLE’ แต่อีกมุมที่เป็นด้านสร้างสรรค์ ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาคือ ‘GOOD EXAMPLE’
คำเตือน: การดื่มสุราทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง
คุณเติบโตมาจากสภาพแวดล้อมแบบไหน ครอบครัวคนจีนฐานะปานกลาง มีเงินใช้จ่ายเท่าที่มี ไม่สามารถอยากได้อะไรแล้วได้ เช่น เพื่อนมีไอ้นั่นแต่เราไม่สามารถมีได้เพราะเรามีแค่นี้ แล้วผมอยากมีเหมือนที่คนอื่นมี ฉะนั้นทำไงให้มีเหมือนคนอื่น คำตอบคือต้องทำงาน เริ่มทำงานตอนเรียนชั้นประถม หาเงินซื้อของที่พ่อแม่ไม่สามารถซื้อให้ได้ ทำอะไรเท่าที่ทำแล้วได้เงิน ตั้งแต่ล้างจานถึงเสิร์ฟ ผมชอบทำงานเลยเรียนไม่จบแต่กระท่อนกระแท่นจนได้วุฒิกศน. ผมชอบค้าขาย ติดรถไปขายของตลาดนัดบ้าง หรือว่าตกเย็นไปช่วยเค้าเสิร์ฟบ้าง แล้วแม่งเลยกลายเป็นพื้นฐานที่ผสมเข้ามาในตัวเองจนมาทำร้านอาหาร เพราะพื้นฐานมาจากการค้าขาย ได้เจอคนได้คุยกับคนมากมายหลายประเภท สมมุติเลิกเรียนไปเสิร์ฟบะหมี่เกี๊ยวเราต้องดูว่าน้ำเนิ้มลูกค้าได้ยัง จานชามพร้อมพอมั้ย เรียกว่าเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า การบริการเหล่านี้มันเกิดขึ้นเองจากประสบการณ์ในการทำงาน จนถึงวันนี้ผมสามารถขายได้ทุกอย่าง ผมมั่นใจเรื่องการขาย สิ่งที่อยากมีอยากได้ในสมัยนั้นคืออะไร กางเกงยีนส์ลีวายส์ แพงฉิบหาย กูก็มีเงินซื้อ สมัยนั้นเพื่อนเราที่พ่อแม่มันรวยเอาเงินไปเลี้ยงเพื่อน ผมก็มีเงินไปเลี้ยงเพื่อน เป็นวัยที่เรายังรับอยู่เรายังจับต้องอะไรได้ไม่มาก หมายถึงรับทางด้านสังคมนะ เรายังหยิบทุกอย่างเข้ามาในตัวอยู่ทุกเรื่อง แต่ตอนนี้ผมมีสิทธิ์เลือกแล้ว อย่างเรื่องแฟชั่นการฟังเพลงเราแม่งรับหมด จะมีช่วงหนึ่งที่เด็กวัยนี้โดนจูงไป ยังเลือกไม่เป็น เดี๋ยวเพื่อชีวิตบ้างล่ะ เดี๋ยวสตริงคอมโบ ฟังกันฉิบหายวายป่วง ตอนนั้นยังเป็นผู้รับแล้วผมมีอำนาจในการรับมาก หมายถึงว่าผมสามารถที่จะเสพได้ทุกเรื่องเลยเพราะผมทำงาน ครั้งหนึ่งผมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างด้วยนะ ช่วงประมาณปี 37 อายุยี่สิบต้นๆ ทำงานกับผู้รับเหมาฯ คนหนึ่งซึ่งเค้าเห็นว่าเราทำงานได้ ดูแลลูกน้องได้ วางแผนได้ ประเมินราคาได้ แล้วครั้งนั้นผมคิดว่า เฮ้ย เราน่าจะเรียนต่อเพื่อศักยภาพในการต่อรอง เราเป็นผู้รับเหมาฯ ต่อไปน่าจะเป็นวิศวกร ผมก็ไปสอบติดวิศวะ แต่เรียนไม่จบ (หัวเราะ)
เพราะอะไร มันเป็นความคิดฝังลึกว่าเรียนแล้วไม่ได้ตังค์ นี่เป็นความคิดที่แย่มากนะ… ...อาจารย์ก็สอนปาวๆ บางทีความเห็นไม่ตรงกัน เราอยากเสนอความเห็นว่าสิ่งที่เราไปเจอหน้างานมันไม่เหมือนบนกระดาน ตอนนั้นผมคิดเลยว่า ‘เฮ้ย มึงเงินเดือนเท่าไหร่กันวะมายืนสอนกู กูยังหาได้มากกว่ามึงอีก’ ผมเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยรายได้ก็ดี แต่สุดท้ายเรายอมรับว่าไม่ใช่ตัวจริงในด้านนี้ ถึงเวลามันก็เกม อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเรื่องชั้นเรียนมหา’ลัย มันเป็นความคิดที่ผิด พอเราเดินทางมาสักพักเราเริ่มรู้ตัวว่าเราไม่ใช่ตัวจริงว่ะ เรื่องบางอย่างมันต้องอาศัยการเรียนรู้ทางทฤษฎีด้วย ถึงวันหนึ่งเรารู้ตัวว่าเราทำไม่ได้แล้วก็มีคนเก่งกว่าเราและจบสูงกว่า เราก็ต้องผันตัวเองเพราะทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว จากนั้นก็ยังคงทำงานทั่วไป ผมขายได้ทุกอย่างนะ ขายบะหมี่เกี๊ยว ขายหมูปิ้ง ขายเปาะเปี๊ยะสด ก็อยู่ในช่วงยี่สิบต้นๆ กวยจั๊บผมก็เคยขาย
ภาพคนหนุ่มอายุ 20 ต้นๆ ที่เคยเป็นผู้รับเหมาแต่ต้องเข็นรถขายกวยจั๊บ ขายหมูปิ้ง ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นเค้าเรียกว่าชีวิตพระเอกมิวสิกฯ เพลงลูกทุ่งช่อง 5 ผมคิดว่าคนเรามีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบตัวเอง ผมมองว่าทุกจุดที่เรายืนอยู่เป็นออฟฟิศได้หมดเลย ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปบนตึกแล้วนั่งทำงาน ทุกจุดที่เราเห็นแล้วว่าตรงนี้สามารถทำอาชีพได้นั่นคือออฟฟิศเราแม้มันจะอยู่ในที่โล่งแจ้ง งานออฟฟิศแปดโมงถึงห้าโมงเย็นนายต้องอยู่ในเวลางานใช่ไหม? นายก็ไม่สามารถไปทำอย่างอื่นได้ใช่ไหม? แต่พอนายเลิกงานนายก็มีสิทธิ์ไปเที่ยว ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนผม (ลากเสียงยาว) เวลาออกไปเที่ยวผมก็ไม่ได้แต่งตัวอย่างที่ขายของ ผมก็มีสิทธิ์ของผมเหมือนกัน ฉะนั้นคนเรามีเวลา 24 ชั่วโมง คุณมีเวลางานคุณก็ต้องมีเวลาผ่อนคลาย... ...จนอายุ 26-27 ก็ทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่งเป็นบาร์เทนเดอร์ ผมอยู่ในองค์กรไหนมักไม่ใช่คนถูกต้อง จะเป็นพวกแกะดำในองค์กรตลอด บุคลิกมันโก๋ๆ ด้วยมั้ง ในองค์กรอย่างนั้นไม่ค่อยมี ทำที่นั้นได้ประมาณ 1 ปี อีกที่ 6 เดือน
1 ปีที่เป็นบาร์เทนเดอร์เรียนรู้เรื่องเหล้ามายังไง การทำค็อกเทลมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก มันเหมือนทำอาหาร ถามว่าคุณจะทำต้มยำคุณต้องรู้จักเครื่องปรุงก่อน ต้องรู้จักตะไคร้ ใบมะกรูด พริก ทีนี้วิธีการที่ผมได้รับความรู้เรื่องการผสมเหล้านี่ก็เหมือนกัน ลูกพี่ผมบอกเลยว่า ‘มึงจะทำเหล้าได้มึงต้องรู้จักเหล้าก่อน’ หน้าที่ผมคือขัดพื้น! เค้าจะไม่ให้พนักงานทำความสะอาดเข้ามาในบาร์เพราะของมันมีมูลค่าแพง หายไม่ได้ แตกไม่ได้ หน้าที่ผมคือทำความสะอาด เตรียมน้ำผลไม้ คั้นน้ำส้ม คั้นน้ำสับปะรด เตรียมน้ำเชื่อม อีกอย่างที่สำคัญคือผมมีหน้าที่เช็ดขวดเหล้าทุกวัน ยกมาเช็ดแล้วอ่านแล้วค่อยวาง อย่างนี้ทุกวัน ทีนี้มันเป็นเหล้านอกหมดเลย เวลาเราอ่านชื่อมันแปลกหูอยู่แล้ว มันไม่เหมือนใบมะกรูด ข่า ชื่อมันแปลกหู กว่าจะจำได้ต้องใช้เวลา อ่านทุกวันเช็ดทุกวัน อ่าน-เช็ดแล้ววาง จนรู้ว่าเหล้านี้อยู่ตำแหน่งไหน หมวดอะไร ประเภทอะไร มันรู้เองโดยการปฏิบัติไม่ใช่ทฤษฎี แล้วระหว่างนั้นเค้าก็บอกเราว่า ‘มึงรู้มั้ยว่าทำไมกูเรียงอย่างนี้ ก็เพราะมันอยู่หมวดเดียวกัน’ ไอ้นี่มันบรั่นดี นี่ X.O. (Extra Old-บรั่นดีเก็บบ่มเป็นเวลา 20-40 ปี) ไอ้นี่ V.S.O.P. (Very Superior Old Pale-บรั่นดีเก็บบ่มเป็นเวลา 12-20 ปี) ไอ้นี่มันว้อดก้า (Vodka-เหล้าที่หมักจากข้าว หรือมันฝรั่งและอ้อย แล้วแต่วัตถุดิบของผู้ผลิตประเทศนั้นๆ) นี่จิน (Gin-เหล้าสีขาว มีกลิ่นหอมของผลจูนิเปอร์ ทำมาจากการกลั่นข้าวและผสมกลิ่นรสชาติของสมุนไพรและผลจูนิเปอร์) แยกประเภทออกมา โอเคทั้งหมดที่เอ่ยมามันคือเหล้าหรือที่เค้าเรียกว่าสปิริต (Spirit) อย่างลิเคียว (Liqueur-เป็นเหล้ารสหวานจากการผสมกับกลิ่นผลไม้ต่างๆ เหมาะผสมค็อกเทลหรือดื่ม) เป็นเหล้าหวานที่ใช้ผสมเหล้าหลัก พวกลิเคียวจะมีแอลกอฮอล์ 20-27% แต่เหล้าหลัก 40 ขึ้น ทั้งหมดเกิดจากการเช็ด จากนั้นลูกพี่ผมเริ่มสอนจากง่ายๆ ‘ไหมไทย’ เพราะออกบ่อย ‘มึงมีหน้าที่หยิบเหล้าให้กู แต่มึงยังเทไม่ได้’ แกก็บอกส่วนผสมว่ามีอะไรบ้าง มีไลท์รัม (Light Rum) ดาร์กรัม (Dark Rum) Orange Curacao ส้ม มะนาว สับปะรด Grenadine แต่ไม่บอกปริมาณ ผมก็จำเท่าที่เค้าบอก คนเราจะเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องรีบเรียนรู้ก็ได้ ไปทีละสเต็ป บางคนแม่งมาแล้ว ไอ้เหี้ย พอกูบอกมึงแค่นี้มึงเสือกอยากรู้มากกว่านี้ ทั้งๆ ที่มึงยังหยิบเหล้าให้กูไม่ถูกเลย ใช่มั้ย? ผมก็เอาแค่นี้ก่อน หยิบส่งแล้วเก็บวาง ซึ่งต้องวางตำแหน่งเดิมด้วย ห้ามวางมั่วซั่วด้วย เวลาคนเป็นบาร์ฯ เนี่ยบางทีเค้าหันไปหยิบเหล้าโดยที่ไม่ต้องมองว่าอะไรมันอยู่ตรงไหน อย่างผมทำงานที่ร้านมา 6 ปีในพื้นที่ที่คุ้นเคย ผมไม่ต้องมองแล้วไง สามารถคุยไปหยิบทำไป แต่อาจจะต้องมีชิมบ้าง (หัวเราะ) เพราะเหี้ยเผื่อแม่งพลาด บางทีแม่งลืมเพราะมีคนมาคุยด้วย มีคนเรียกทัก ก็เหมือนกัน เค้าเริ่มจากให้ผมหยิบจนครบทุกสูตร นอกจากงานที่ผมทำ ผมก็ดูว่างานเค้าทำอะไรบ้าง ทีนี้ผมมาแต่เช้าพอผมทำงานของผมเสร็จก็ทำงานในส่วนของเค้า พอเค้ามาถึงก็ถาม ‘เฮ้ย ใครทำวะ’ ‘อ๋อพี่ ผมทำ ผมมาเช้า’ พอเค้าทำงานกับเราแล้วเค้าสบาย ก็เป็นเรื่องที่ดี สำหรับเราเราก็เป็นลูกน้องที่ดีซะ ผมบอกพนักงานเสมอว่าถ้าไม่อยากให้ใครใช้เราก็ทำก่อนทำก่อนที่เค้าจะใช้เรา แล้วชอบมั้ยเวลามีคนมาใช้ ถ้าไม่ชอบทำไง ก็ต้องทำก่อน อย่างนี้เค้าก็เลยปล่อยวิชาให้ผมเยอะ
เมื่อกี๊เห็นบอกว่าทำอีกที่ 6 เดือน? ตอนที่ทำงานโรงแรม โชคดีที่ไปเจอคนที่ทำงานในนั้นเค้าเห็นศักยภาพเรา เค้าเห็นลักษณะผมเค้าก็บอกว่า ‘มึงไม่ควรอยู่โรงแรม มึงควรจะอยู่ตามผับ’ คือบางทีเราดูแข็งๆ เราโจ๋ๆ ไปเลยไง ในโรงแรมมันไม่มีไง บุคลิกเรามันไม่ได้ เค้าก็ดึงผมไปทำผับแถวสุขุมวิท ถามว่าทำไมตัดสินใจไปทำผับ อย่างอยู่ในโรงแรมเรารู้ระบบงานในส่วนที่มาถึงมือเราเท่านั้น แต่เราไม่รู้สายงานอื่นๆ เลยว่าของมันมาถึงเรายังไง แต่พอผมไปอยู่ผับผมรู้ที่มาที่ไปของของ ผมรู้ราคาต้นทุน ผมรู้ราคาขาย เพราะเซลส์ทุกรายต้องมาหาผม แต่ตอนสมัยผมอยู่ในโรงแรมผมไม่รู้จักใครก็เลยคิดออกมาดีกว่า คล้ายๆ เป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางราชสีห์ ช่วงผมทำงานในผับมีเงินเก็บเยอะมาก เพราะฝรั่งเยอะ แล้วผมมีหน้าที่เอนเตอร์เทนฝรั่งโดยการจัดปาร์ตี้ บอสผมเค้าเป็นฝรั่งแล้วเงินมันเข้ามาหาเราง่ายมาก เพราะโยนเงินให้ผมเป็นก้อน ‘ยูไปจัดปาร์ตี้มานะ คืนนี้เพื่อนไอจะมา’ กลายเป็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมถนัด ไอ้เรื่องเอนเตอร์เทนมันเหมือนจัดออร์แกไนซ์ ผมบริหารเงินก้อนนี้โดยจัดให้งานคืนนี้มันดูดี แต้มแต่งค่ำคืนแห่งความสุขให้เพื่อนบอส
แสดงว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เปรมทั้งเงิน เหล้า และผู้หญิงก็ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณเยอะ? มันตลกดีน่ะ แล้วอยู่แบบนั้นไม่กี่เดือนเองนะ แต่มัน...แม่งอิ่ม อะไรวะเนี่ยมันเป็นอย่างนี้เหรอ ทั้งที่เราไม่ใช่คนมีเงิน แต่ช่วงนั้นมันเข้ามามาก แต่ผมก็เป็นแค่คนจัดให้นะ ผู้หญิงเค้าไม่ได้มาพัวพันกับผมนะ (หัวเราะ) มันเป็นระยะเวลาสั้นๆ ช่วงนั้นทำหกเดือนผมเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง บางคนกว่าจะรู้ตัวเองว่าอิ่มอาจใช้เวลาเป็นปี เพราะมันอาจจะไม่ได้เข้ามาตูมตาม แต่ของผมมันตูมตาม มาไวไปไว แต่เราสัมผัสได้จริงๆ จนผมรู้สึกว่าแม่งก็ไม่มีอะไร นอนตื่นมามองซ้ายมองขวา ไอ้นี่ก็เมา นั่นเมื่อคืนก็สวยดีนี่หว่าทำไมตอนนี้มันดูแย่ๆ พอกลางคืนเข้าโหมดเดิมอีกแล้ว มันบันเทิงมากจน เฮ้ย มึงจะไม่ทำอะไรกันเลยเหรอ ส่วนคนที่เค้าเอาเงินมาให้เรานั่นเค้ามีอะไรอยู่แล้ว ส่วนเราเราต้องบอกตัวเองว่าเงินที่เรากำอยู่เนี่ยมันเป็นของเราหรือเปล่า มันไม่ใช่นี่ วันนี้มี พรุ่งนี้อาจจะไม่มีก็ได้ มันควรจะทำอะไรให้มันเป็นของเราซะ ผมเลยมองว่าผมอยู่ตรงนั้นวุ่นวายเยอะแยะ ควรจะหามุมของตัวเองแล้วล่ะ ผมโชคดีที่เข้าใจมันไว จะมีคำพูดนึงที่ผมพูดบ่อยๆ คือ ชีวิตเราไม่มีอะไรมากหรอก ถ้าเราคิดเป็นก่อนคนอื่นเราก็เร็วกว่าคนอื่น แต่ไอ้คำว่าคิดเป็นมันคิดยังไง ก็ต้องรู้ว่าเราทำอะไรแล้วถนัด
เริ่มมีความคิดจะเปิดร้านเหล้า? ผมลางานบอส 5 วันเพื่อเดินหาร้าน จนวันสุดท้ายผมเอารถ Ford Theme คันเดิมคันแรกของผมจอดหน้าบ้านลุงโส่ย (ก๋วยเตี๋ยวเนื้อนายโส่ย ถนนพระอาทิตย์) ตอนบ่ายซึ่งขายก๋วยเตี๋ยวกันจอแจ ผมก็หาห้องไปเรื่อยเปื่อยของผม เดินไปข้าวสาร คอกวัว ท่าพระจันทร์ ไปหมด ท่าช้าง ท่าเตียน ไม่เจอมุมถูกใจ ผมกลับมาหน้าร้านลุงโส่ยอีกทีตอนสองทุ่ม (หยุดคิด) แม่งผงะตอนหน้าบ้านแกปิด เราก็เดินดูหน้าบ้านแก เฮ้ย หน้าบ้านแม่ง... คือผมเห็นภาพร้านผมเลย ผมดูหนังเยอะ แนวผับบาร์ริมถนนมันมี ในเมื่อหาร้านไม่ได้ก็ทำแม่งริมถนนนี่แหละ ใช้เงินไม่เยอะด้วย พลาดแล้วพลาดเลยไม่เป็นไร ถ้าพลาดได้คำตอบแต่ถ้าไม่ทำมันก็ติดในหัวค้างอย่างนั้นแหละ ถ้าเมื่อใดที่เราคิดแล้วลงมือทำน่ะมันจะได้คำตอบ แต่ถ้าเราคิดแล้วไม่ได้ทำมันไม่มีคำตอบ พอมันมีคำตอบปุ๊บไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่ออกมาแล้วดีหรือเป็นคำตอบที่มันผิดพลาด แต่บอกเลยว่ามันเป็นคุณค่า ผมก็เข้าไปหาลุงโส่ยวันนั้นเลย ซึ่งแกน่ารักอนุญาตให้ผมทำ ช่วงนั้นเริ่มมีขายเหล้าปั่นหรือยัง ไม่มีนะ เอาเป็นว่าผมน่าจะอยู่ในยุคบุกเบิก อย่าไปพูดว่าร้านแรกดีกว่า มันอาจจะมีค็อกเทลข้างถนนอยู่เนืองๆ แล้ว แต่ว่าย่านนี้ผมว่าผมว่ะ มันอาจมีค็อกเทลข้างทะเล ค็อกเทลริมหาด อาจจะยังไม่แพร่หลาย ผมก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมคนกินเหล้า คนไทยไม่ได้กินเป็นแก้วแต่กินเป็นขวด ผมก็ขายค็อกเทลแม่งเป็นเหยือกเลย แต่ขายเป็นแก้วขายแก้วตั้งร้อย ถ้าเป็นเหยือกมันต้อง 200 กว่าแน่ๆ แล้วมันจะไหวมั้ย ทำไง? ก็จับเหล้าไทยมาทำเพื่อลดทุนการผลิต ผมกลับไปคิดสูตรโดยเอาเหล้าไทยมาทำ เหล้าไทยก็คือเหล้ารัมใช่มั้ย? สูตรร้านผมใช้เหล้าไทยแล้วประยุกต์จนมันออกมาเป็นสูตร 1 สีเหลืองรสมะนาว
บอกสูตรได้ไหม บอกไม่ได้ (ยิ้ม) บอกได้ว่าเหล้าหลักคืออะไร มีเหล้าไทยบ้านเราครึ่งแบนแล้วผสมกับสูตรของผม แต่รสชาติหลักคือมะนาว ก็ทำออกมาแนะนำลูกค้า มีทั้งเป็นแก้วเป็นเหยือก ตอนนั้นขายเหยือกละ 110 บาท อยากจะลองก็ได้ ผมเริ่มขายเหยือกละ 110 บาท คิดดูนะเหล้านอกเหล้าดีๆ ผมขายแก้วละ 100 บาท แต่นี่เป็นเหยือกผมขาย 110 บาท เราไม่ได้หลอกลูกค้า เราพรีเซนต์เลย ถ้าคุณกินเหล้าไทยได้ผมก็ปั่นเลย ตอนนั้นเป็นเครื่องปั่นมือธรรมดา มันขายได้เรื่อยๆ แต่มีสูตร 1 อย่างเดียวแม่งไม่มันส์ ผมก็คิดสูตร 2 ขึ้นมาก็เป็นพันช์สีแดงส้มๆ ผมเรียก ‘Cheeva No.2’ ลูกค้าก็เริ่มติดอีก ผมทำร้านข้างถนนอยู่ 8 เดือนได้ 6 สูตร แล้วมาถึงร้านนี้ (ร้านปัจจุบัน) รวมเป็น 8 สูตร
คำตอบที่ได้จากการเปิดร้านเหล้าข้างถนนเป็นยังไงบ้าง ผมพอใจมาก เพราะทำตรงนั้นให้กลายเป็นละครเวที ทุกๆ เย็นจะต้องมีคนมาแสดงละครเวที ก็คือเริ่มจากประตูเหล็กที่ปิดลงเวลาร้านก๋วยเตี๋ยวปิด ทุกๆ เย็นผมจะมีฉากมากั้นไว้ ซึ่งเปลี่ยนฉากทุกเดือน หน้าฉากผมก็มีเคาน์เตอร์บาร์ ทำคนเดียว ไม่มีเด็กช่วย เปิดหกโมงเย็นมาร้านสี่โมงเย็น ผมเก็บร้านตีสองเก็บเสร็จตีสี่ เก็บไปเรื่อยไม่เครียดไม่อะไร เวลาผมทำอะไรจะคิดเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่มีความสุขตลอด เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมเลือก ถ้าเรามองสิ่งที่ทำอยู่คือสิ่งที่มีความสุข เราจะทำได้โดยไม่เบื่อ พอไม่เบื่อเราก็ทำจนกลายเป็นความเคยชิน เมื่อเคยชินมันก็เป็นตัวเรา ชื่อร้านที่ผมตั้งคือรวยรินกลิ่นชีวา ร้านเก่าก็ชื่อนี้ คำว่ารวยรินแปลว่าความสบายใจ ความชื่นใจ ความชื่นมื่น ส่วนกลิ่นชีวาผมใส่เข้าไปเพราะมันเป็นความชื่นใจ ความสบายใจของชีวิต แต่ถ้าเอาความหมายให้ลึกแล้วเนี่ย มันเป็นความชื่นใจความสบายใจของกู เพราะฉะนั้นผมแม่งทำหน้าที่ทุกอย่าง ผมเป็นแคชเชียร์ เป็นบาร์เทนเดอร์ เป็นดีเจ เพราะเพลงที่เปิดมันต้องมาจากผม เพราะมันเป็นความสบายใจของผม จนกระทั่งตอนนี้มาทำร้าน (ร้านปัจจุบัน) ผมยังคงทำ 3 ตำแหน่งนี้อยู่ มันก็เหมือนผมถูกสาปเหมือนกันว่าร้านนี้ผมจะไปไหนไม่ได้แล้ว ผมต้องอยู่เป็นคนเปิดเพลง ผสมเหล้า และรอรับคนที่จะมาหาทุกวัน แปดเดือนกับการทำร้านริมถนน ช่วงนั้นคุณทะเยอทะยานไหมว่าต้องมีร้านอย่างทุกวันนี้ ไม่ ผมบอกเลยว่าอยู่ตรงนั้นผมมีความสุข ผมชอบมากๆ เลยนะ เราอยู่ตรงนั้นเราไม่ต้องรับผิดชอบใครเพราะไม่มีลูกน้องให้รับผิดชอบ หาได้น้อยก็กินน้อย หาได้มากก็ไปกินแพงหน่อย แต่ผมอยู่ได้สบายๆ ช่วงนั้นผมทำ 8 โต๊ะ นี่เก้าอี้ตัวนี้อยู่กับผมตั้งแต่เปิดร้าน (ชี้ไปที่เก้าอี้ไม้หัวกลมไม่มีพนักพิง) โต๊ะ เก้าอี้ที่ผมออกแบบจะต้องพับได้เพื่อเก็บคนเดียวได้สะดวก เหล้าขนใส่รถ Ford Theme กลับบ้าน แต่พอมาทำร้านใหญ่แล้วกว่าคนจะติดมันต้องใช้เวลา มีลูกน้อง ปากท้องเค้าอีกล่ะ เราต้องหาเงินมาจุนเจือซัพพอร์ต แล้วเหตุที่ออกมาทำร้านใหญ่ก็เพราะว่าตอนนั้นลูกค้าผมเยอะมากแต่ร้านผมไม่มีห้องน้ำ เมื่อก่อนหน้านั้นไปอีกลูกค้าเราเยอะแต่ไม่เยอะมากก็ยังฝากลูกค้าไปเข้าห้องน้ำร้านโน้นร้านนี้ไปตามประสา ซึ่งเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็น่ารักให้ลูกค้าร้านเราไปเข้าห้องน้ำ แต่พอร้านเราลูกค้าเยอะเกินไปมันเริ่มทุเรศตัวเองแล้ว เฮ้ย มึงจะไม่คิดอะไรเลยเหรอ มึงต้องคิดแล้วว่ามึงจะสร้างห้องน้ำมั้ยวะ แล้วจะสร้างตรงไหน มันเป็นสิ่งที่คิดต่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำร้าน อยู่มาจนมีกลุ่มลูกค้าแล้วนี่ ก็ลองอีกสักตั้งหนึ่ง ก็เริ่มหาร้านใหม่จนมาได้ที่นี่ เข้าสู่จุดนี้มันก็กลายมาเป็นอีกสเต็ปหนึ่งของอารมณ์ ตรงนั้นเป็นละครเวทีใช่มั้ย บ้านตรงนี้แม่งเป็นโรงหนัง มันเป็นความคิดต่อเนื่อง แต่เราไม่ได้คิดไว้ก่อน เพียงแต่ว่าเราจะทำยังไงให้รอยต่อช่วงนี้มันเนียน ก็เลยเอาเป็นป้ายโรงหนังขึ้นมาว่า ‘ชีวา รามา เต็มใจเสนอ’ ก็ฉายเรื่องเดิม รวยรินกลิ่นชีวา กลุ่มลูกค้าจากตรงโน้นก็มาตรงนี้จนทุกวันนี้
ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแบบไหน ผมสังเกตดูนะ ทุกแนว โดยส่วนใหญ่แล้วผมคิดว่าคนที่มานั่งกินร้านผมจะเป็นฟีลที่มันง่ายๆ ไม่มีอะไรมาก อย่างน้อยผมก็ชัดเจนเรื่องการค้าขาย ถั่วผมฟรีมาตั้งแต่ร้านเก่าแล้ว ร้านผมคุณมากินคุณก็ไม่ต้องเขินกับการที่คุณไม่ได้สั่งกับ เพราะผมก็เป็นคนกินเหล้าไม่ค่อยกินกับเหมือนกัน ผมก็ทำร้านตามอารมณ์ผมเหมือนกัน ผมชอบกินเหล้าร้านที่โต๊ะเล็กๆ
ตอนนี้มีธุรกิจแฟรนไชส์เหล้าปั่น… เยอะมาก (ตอบทันที) ซึ่งมีการทำเป็นเรื่องเป็นราว ผมเข้าไปอ่านแล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง ของเค้าก็ของเค้าของเราก็ของเรา และทุกคนก็มีสิทธิ์ทำ ผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่เกิดอาชีพใหม่ ผมขายมา 6-7 ปี ลูกค้าเก่าผมจะรู้ไงว่าเหล้าปั่นมันถูกเรียกมาจากข้างถนน รู้จักกันมานานแล้วซึ่งเพิ่งมาบูม ผมดีใจที่ลูกค้าเก่ายังเหนียวแน่น แต่ถ้าต่อไปร้านผมมันจะเพลี่ยงพล้ำไปในเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ ผมรับสภาพได้ ตอนนี้หน้าที่เราคือรักษาคุณภาพรักษาสภาพ เราไม่มีสิทธิ์ไปฟูมฟายว่าเฮ้ย กูเป็นต้นตำรับ กูเป็นเจ้าแรก นั่นไม่ใช่แล้ว
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ ใครๆ ก็อยากมี มันกลายเป็นสิ่งที่คนมองว่าเป็นเจ้าของร้านเหล้าแม่งชิลล์ว่ะ อาจจะมองว่าทำงานง่ายๆ ความจริงมันมีรายละเอียดปลีกย่อย การทำร้านเหล้าภาพที่แสดงออกมันเป็นเรื่องปกติที่จะทำให้คุณเห็นแต่ตอนที่เรามีความสุข ถูกป่ะ เพราะคุณเข้ามาผมจะมาทุกข์ให้คุณดู ก็คุณมาใช้บริการน่ะ แต่เบื้องหลังจบคุณไม่รู้หรอกมีปัญหากันมากมาย อย่างคุณเข้ามาเด็กขนนู่นนี่เต็มไปหมด ใช่ว่าตื่นมาแล้วเปิดร้านไม่มีอะไรให้รับผิดชอบเลย มันมีรายละเอียดของการตัดสินใจและจัดการ
ทำไมคุณถึงห้ามอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าร้าน ทั้งที่กฎหมายห้ามต่ำกว่า 18 ปี เริ่มมีประสบการณ์ขายเหล้าให้เด็ก ผมมองว่าอายุ 18 ถึง 19 ใกล้เข้า 20 นี่อยู่ในช่วงฮึกเหิม หมายถึงส่วนใหญ่นะ แล้วบางทีเด็กดื่มกันตั้งแต่ 15 ก็กินเหล้ากันแล้ว ม.ต้นมันกินกันแล้วแอบกินบ้านเพื่อน เมื่อกฎหมายบอก 18 คุณกินได้ พอมันครบ 18 มันก็เลยกินกันไม่บันยะบันยัง กินโชว์พลัง พอมัน 20 ปุ๊บ มันมันส์กันมา 2 ปีแล้ว ก็เริ่มเห็นความวุ่นวายในระหว่างกินเยอะแยะไปหมด พอมัน 20 ก็เริ่มนิ่ง อารมณ์มันเริ่มนิ่ง (หัวเราะกันทั้งวง) มันอาจจะไม่นิ่งมากแต่มันก็ไม่ค่อยระรานใครแล้วไง ผมดูแล้วก็เลยตัดปัญหาเพราะไม่อยากทะเลาะกับน้องๆ แล้ว ตอนแรกผมรับต่ำกว่า 18 ปีห้ามเข้า ผมทะเลาะบ่อยมากต้องขึ้นมา ‘น้องกินอย่างนี้ไม่ไหวกลับบ้านดีกว่า’ ต้องเรียกไปคุยข้างล่างต้องอะไรกันอยู่ เราเริ่มไม่ไหวเว้ย ป้องกันอารมณ์ตัวเองไป รับ 20 ขึ้นมาแม่งดีขึ้น ผมก็ไม่อยากให้ลูกค้าที่คุยรู้เรื่องน่ารักนิสัยดีต้องรำคาญใจหรือหงุดหงิดใจ หรือเรื่องของเวลาผมปิดเที่ยงคืน มันก็ช่วยเรื่องของการทะเลาะวิวาท ยังไม่ถึงขั้นแต่เกือบ... เมื่อร้านปิดลูกค้าผมจะกลับบ้านส่วนหนึ่งหรือไม่ก็ไปต่อ แล้วช่วงเวลาที่ย้ายร้านอาจจะไปนั่งร้านข้าวต้มหรือที่ไหนมันก็หายไปบ้างแล้ว มันเนียนไปแล้ว มันก็ไม่ค่อยโหวกเหวกโวยวาย ผมก็ไม่ต้องทะเลาะกับเค้า
อย่างเรื่องไม่อนุญาตให้พนักงานรับทิปล่ะ ผมเคยทำงานระดับนี้มาก่อน ผมเห็นว่าทิปทำให้คนที่มาใช้บริการถูกการแบ่งระดับชั้นโดยพนักงานเป็นคนแบ่งระดับของมันเอง สมมุติวันนี้คุณมากิน ผมก็มากิน โดยที่ผมให้ทิปมากกว่า วันต่อมาคุณมากินผมมากิน คราวนี้เด็กมันก็รู้แล้วว่าจะไปหาใครหรือบริการใคร ไอ้นี่ให้กูหนัก ส่วนไอ้นี่ไม่ให้กูเลย มึงก็ง่ายๆ ไปแล้วกัน นี่ลูกค้าโดนแบ่งระดับโดยพนักงานไปโดยปริยายใช่ป่ะ นี่แหละผมไม่อยากให้คนที่เข้ามาใช้บริการถูกแบ่งระดับโดยเฉพาะจับเอาเรื่องนี้มาแบ่งระดับ เรื่องที่ควรแบ่งระดับคือคุณกินเหล้าคุณสุภาพมั้ย กินเหล้าแล้วน่ารักมั้ย กินเหล้าแล้วโวยวายมั้ย ถ้าคุณกินเหล้าแล้วโวยวายไม่น่ารักผมไม่ขายคุณดีกว่า ผมมั่นใจว่าร้านผมเป็นร้านที่ถึงแม้คุณมีเงินแต่ผมไม่ขายคุณก็ได้ ผมมองว่าคนเราจะซื้อขายกันมันต้องพอใจซื้อ ผมพอใจขาย ถึงจะมีการซื้อขาย มันไม่ใช่ว่าคุณพอใจซื้ออย่างเดียว แล้วเรื่องทิปอาจจะเกิดปัญหาภายใน แบ่งกันไม่ลงตัวบ้างล่ะ ผมมักจะปลูกฝังพนักงานของผมว่าเราต้องมีเกียรติของเราในหน้าที่ของเรา แล้วเรื่องพวกนี้ผมจะตกลงกับเค้าก่อนที่จะมาทำงานกับผมให้เค้าตัดสินใจจะทำงานร่วมกับคนอย่างผมได้มั้ย ผมเลือกเค้าเข้ามาทำงานก็จริงแต่เค้าก็มีสิทธิ์เลือกว่าจะทำงานกับผมหรือเปล่า
เคยเจอลูกค้าไม่น่ารักอย่างที่ว่าไหม ยุคต้นๆ บ่อย ช่วงทำริมถนนกับปีแรกของที่นี่ แต่พออยู่มาเรื่อยๆ มันเหมือนปากต่อปาก เค้าก็รู้ว่าเราอยู่กันยังไง ผมชัดเจนเรื่องของการทำร้าน หรือเรื่องเพลง รวยรินฯ ไม่เคยเปลี่ยนเพลงเลย มันช่วยไม่ได้ คนเปิดมันเสือกฟังอยู่แค่นี้
ไม่เอาใจแขกหน่อยหรือ ไม่เลย ผมบอกแล้วไงรวยรินกลิ่นชีวาเป็นความสบายใจของผม นอกจากลูกค้าจะฟังคอเดียวกัน ขอเพลงที่เรามี เรารู้จัก เราเข้าใจกัน แต่ถ้าเกิดเจอเพลงไม่รู้จักสิ่งที่ตอบได้คือเราไม่ถนัด บางทีก็มีเจอแบบว่า ‘ทำไมพี่ไม่...’ คือเราเข้าใจเค้ามาขอเรา บอกเรา สอนเรา เรารู้ว่าเค้าหวังดี แต่บางทีเราก็ต้องบอกให้เค้าเข้าใจว่า ‘น้องเคยฟังรายการวิทยุมั้ย เวลาน้องไม่ชอบคลื่นไหนน้องทำยังไง’ ผมบอกเหมือนกันครับ น้อง น้องต้องเปลี่ยนร้าน ถ้างั้นรายการวิทยุก็ต้องมีเพลงเหมือนกันทุกคลื่น เค้ามีมาให้คุณเลือกแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ชอบเค้าคุณก็เปลี่ยนไปหาคนอื่น
ไม่กลัวลูกค้าหนี? ไม่ เพราะผมเชื่อว่าผมสมเหตุสมผล ผมมีสิ่งอื่นทดแทนสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้รับโดยที่อื่นไม่มีให้ อะไรที่รวยรินฯ ให้ได้หรือที่รวยรินฯ ยังให้เค้าไม่ได้ตรงนี้มันเป็นเรื่องของคนที่มานั่งกินแล้ว ผมทำรวยรินฯ จากตัวผมเลย ผมชอบกินเหล้าแบบนี้ก็ทำแบบนี้ ผมชอบฟังเพลงแบบนี้ก็ทำร้านแบบนี้ สำหรับคนที่เข้ามาใช้บริการ ผมมองว่าเมื่อเค้าเห็นภาพเราแล้วเค้าจะเลือกเสพตามอารมณ์ที่เค้าอยากได้รับจากเรา แต่ไม่ใช่ว่าเค้าอยากฟังเพลงทันสมัยแล้วเค้าจะมารวยรินฯ เค้าต้องบอกตัวเองว่าเค้าเดินเข้าที่นี่ไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเค้าอยากจะหวนรำลึกถึงเพลงรุ่นพ่อรุ่นแม่เค้า คุณเดินเข้ามาที่นี่คุณได้ฟัง
จากการแต่งกายของคุณ เคยมีคนบอกไหมว่าคุณจมอยู่กับสิ่งเก่าๆ พรรคพวกเรียกผมว่าจิ๊กโก๋ปีลึก (หัวเราะ) ในภาษาของคนเล่นรถ ปีลึกคือรถที่มันโบราณมากๆ ปีลึกลงไป ไม่รู้เหมือนกันแต่ผมชอบ ผมหลงใหลเข้าไส้น่ะ ผมชอบดูหนังเก่า ฟังเพลงเก่า เล่นรถเก่ามานาน ตั้งแต่หาเงินได้ซื้อรถเก่าไม่เคยขับรถตลาดเลย ตอนนี้ก็ยังอยู่ Ford Theme เล็กๆ น่ารักมาก ตอนนี้หาดูไม่ค่อยได้แล้ว ก็ใช้คันนี้ตอนทำงานอยู่ผับที่สุขุมวิท สีเหลือง เก่าๆ ผุๆ ช่วงนั้นยังไม่ทำสี คือผมหลงใหลในยุคน่ะ ฟิฟตี้ส์ ซิกซ์ตี้ส์ เซเว่นตี้ส์ สามยุคนี้ผมหลงใหลทุกเรื่อง ตั้งแต่แฟชั่น ออกแบบ งานก่อสร้าง ยานพาหนะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเลือกแล้วว่าผมชอบที่สุด หมายถึงในมุมของการผ่อนคลายนะ แต่ถ้าเรื่องของสังคมหรือวิถีชีวิตก็ต้องไปตามสภาพสังคมอยู่แล้ว แต่มุมของความชอบผมจะเสพแค่นี้ ผมรู้สึกว่ามันดีที่สุดสำหรับผมแล้ว
ตอนนี้คุณมีรถทั้งหมดกี่คัน 7 คัน
จะบอกว่ารถแต่ละคันที่คุณขับอยู่ถ้าไม่รวยก็ขับลำบาก น่าจะมีส่วนถูก? ตอนที่ผมสัมผัสมันผมก็ไม่มีตังค์นะ เพียงแต่ผมไม่กลัวมัน รถที่ผมเอามามันเป็นซากก่อน บางคนไม่กล้าซื้อเป็นซากก็เลยไปซื้อตอนรถเสร็จ อย่างนั้นน่ะแพง ผมซื้อเป็นซาก ผมมีความรู้สึกว่าผมเอาเงินไปดาวน์รถ สำหรับคนอื่นที่เค้าไม่ได้ชอบแบบเราเค้ามีเงินเค้าดาวน์รถแสนนึงก็ขับได้แล้วเค้าก็ผ่อนไป แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ไอ้เงินแสนนึงผมไปซื้อซากก็เหมือนผมดาวน์รถ ส่วนเงินที่ผ่อนผมจะเอาไปบูรณะ พอออกมาเป็นคันคุณเชื่อมั้ยว่าเงินยังอยู่ในนั้นทุกบาททุกสตางค์เลย แต่ถ้าเราซื้อรถใหม่ไปขับเงินคุณหายไปเรื่อยๆ
คุณฟังเพลงในยุคสมัยปัจจุบันบ้างไหม ฟังครับฟัง หลังๆ ผมฟังแต่ไม่เยอะ บางทีฟังเพราะอยากจะรับรู้บ้าง แล้วมีความรู้สึกว่ามันไม่อมตะ ถ้าเพลงในยุคใหม่ๆ ผมชอบแนวเร็กเก้ สกา แต่ผมสามารถฟังเพลงยุคซิกซ์ตี้ส์ ฟิฟตี้ส์ได้โดยไม่เบื่อ ก็อย่างที่ผมบอก ยุคหนึ่งที่เรามีหน้าที่รับเรารับแม่งหมด จนวันหนึ่งเรามีสิทธิ์เลือกเองแล้วว่าเราจะรับอะไร เพราะเราเริ่มชัดเจนว่าเราชอบอะไร
คุณเป็นคนกินเหล้าเยอะไหม ผมกินทุกวัน
อย่างนักเขียน ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยมีอาชีพเป็นบาร์เทนเดอร์และเคยดื่มเหล้าชนิดเช้ามาก็จิบ ผมไม่ถึงขนาดนั้น เวลาของผมคือสองทุ่มทุกวัน ทำงานไปจิบไปด้วย หรือวัดหยุดก็นัดสังสรรค์กับพรรคพวก ผมดื่มทุกวันมา 6 ปีแล้ว เพราะทำร้านก็ต้องดื่ม จะหยุดก็วันป่วย แต่ส่วนใหญ่มันก็ไม่ป่วย (หัวเราะ)
ไม่เบื่อหรือ ไม่เคยเบื่อเลย ถ้ามีคนมาถามว่าถ้าขอได้จะขออะไร ผมจะขอให้ชีวิตเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไป ไม่อยากสูงขึ้นไม่อยากลง อยากอยู่นิ่งๆ อยากเป็นน้ำนิ่งๆ แต่ถ้าเป็นน้ำลงผมก็ไม่กลัว เพราะเริ่มต้นก็เป็นน้ำลงมาก่อน ถ้าขอได้ก็อยากอยู่อย่างนี้นิ่งๆ ผมยังไม่ได้อิ่มตัวแต่ผมอยู่ในจุดที่มีความสุขมากๆ เวลาที่มายืนอยู่ที่นี่ 6 โมงเย็นถึงตี 1 มันเป็นเวลาที่ผ่อนคลายมากเลย เรารู้สึกว่าเราไม่ได้มาทำงานเลย อยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้าน อย่างสังเกตบนป้ายหน้าร้านจะมีภาษาฝรั่งเศส EAUX DE VIE แปลว่าน้ำแห่งชีวิต แล้ว 7 ปีที่ผ่านมาร้านร้านนี้มันก็เหมือนแม่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตผม มนุษย์แม่งมี 2 เรื่อง งานกับความรัก ผมมาอยู่นี่มีเรื่องงานและมีความรักมาเกี่ยวข้อง มีเพื่อนๆ มีมิตรภาพ ฉะนั้นจันทร์ถึงเสาร์เปิดประตูรวยรินฯ มาต้องเจอผม ไม่มีวันไหนไม่อยู่ร้าน นอกจากวันอาทิตย์ ขอหยุดวันหนึ่ง
คุณเคยบอกว่าคุณเป็นแค่จิ๊กโก๋คนหนึ่ง คุณนิยามคำว่า ‘จิ๊กโก๋’ อย่างไร ผมมองว่าจิ๊กโก๋มันเป็นแค่การแต่งตัวเท่านั้นเอง จิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ไง เป็นยุคแค่นั้นเอง คำว่าจิ๊กโก๋ผมว่าไม่เกี่ยวกับนิสัยใจคอเลย มันเกี่ยวแค่การแต่งตัว เป็นเรื่องของบุคลิกภาพ ฮิปปี้สมัยนั้นสมัยนี้ก็เด็กแนว ผมมองว่าเป็นเรื่องของแฟชั่น
คุณเป็นจิ๊กโก๋หรือเปล่า การแต่งตัวผมอาจจะใช่ แต่ผมกลัวถ้าผมบอกว่าใช่แต่มีคนที่มีคำว่าจิ๊กโก๋ในหัวอีกแบบหนึ่งเค้าอาจจะตอบผมว่าไม่ใช่ก็ได้ หรือผมอาจจะใช่
ว่ากันว่าร้านคุณเด็กแนวเยอะมาก ก็เป็นลูกหลานของผมมาเที่ยว (หัวเราะ)
สองคืนที่ได้ไปนั่งดื่ม กิน พูด คุย ถาม ตอบ เมา กับชายคนหนึ่งที่แต่งตัวจัด ขับรถเก่า และสู้ชีวิต ทำให้ผมนึกถึงบรั่นดี! บางมุม...บรั่นดีก็เหมือนชีวิตคน กว่าจะมาเป็น V.S., V.S.O.P., หรือ X.O. ต้องผ่านการเก็บบ่มมาอย่างผ่านการคำนวณ จะต่างกันก็เพียงแต่ ชีวิตคนไม่มีสลากประทับเหมือนสลากเหล้าที่แปะขวดว่าเขาหรือเธอคนนั้นมีคุณภาพผ่านการเก็บบ่มมาจากประสบการณ์ชีวิตแบบไหน เชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีถังไม้โอ๊กเป็นของตัวเอง จากการปีนป่ายเข้าไปสำรวจถังไม้โอ๊กของชีวา ผมพบผลึกน้ำตาลแห่งความสุขเกาะบริเวณรอบๆ ถังไม้ขนาดกะทัดรัดในรูปของเสิร์ฟบะหมี่เกี๊ยว ขายหมูปิ้ง ขายเปาะเปี๊ยะสด ขายกวยจั๊บ ผู้รับเหมาก่อสร้าง บาร์เทนเดอร์ คนกลางคืน รวยรินกลิ่นชีวา เพลงเก่า รถคลาสสิก เหมือนกราฟที่วิ่งจากล่างขึ้นบน ไม่สูงนักและไม่เสี่ยงต่อการร่วงหล่น
|